ค้นหาบล็อกนี้

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565

เมื่ออายุ 40 เรียนสูงกับเรียนต่ำนั้นเหมือนกัน คนเรียนน้อยอาจจะหาเงินได้มากกว่า

 


เมื่ออายุ 40 เรียนสูงกับเรียนต่ำนั้นเหมือนกัน คนเรียนน้อยอาจจะหาเงินได้มากกว่า

เรื่องของชีวิตที่คุณต้องเจอตั้งแต่ 40-90 ปี จริงทุกประการ

เรื่องของ ”ชีวิต”

• เมื่ออายุ 40 “เรียนสูง กับ เรียนต่ำ” นั้นเหมือนกัน

(คนเรียนน้อยอาจจะหาเงินได้มากกว่า)

• เมื่ออายุ 50 “สวย กับ ขี้เหร่” นั้นเหมือนกัน

(ไม่ว่าคุณจะสวยเพียงใด อายุปูนนี้แล้ว มันยากที่ จะปกปิดความเหี่ยว จุดด่างดำ ฯ )

• เมื่ออายุ 60 “ตำแหน่งสูง กับ ต่ำ” นั้นเหมือนกัน

(หลังเกษียณ แม้แต่ลูกจ้างก็มองไม่เห็นหัวเจ้านาย”

• เมื่ออายุ 70 “บ้านใหญ่ กับ เล็ก” นั้นเหมือนกัน

• เมื่ออายุ 80 “มีเงิน กับ ไม่มี” นั้นเหมือนกัน

(แม้คุณอยากจ่ายเงิน คุณก็ไม่รู้จะซื้ออะไร)

• เมื่ออายุ 90 “หลับ กับ ตื่น” นั้นเหมือนกัน

(ตื่นแล้ว คุณก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี)

ทำตัวสบาย ๆ เถอะครับ…

ในที่สุดเราก็จะเหมือนกัน…

ลืมความกดดันทั้งหลายเสีย…

แล้วแสวงหาความสุขกับชีวิตเถิด…

หากชีวิตเรา ถือเงินทองเป็นจุดมุ่งหมายเป็นศูนย์กลาง ชีวิตนั้นมีแต่ความยากลำบาก

หากชีวิตเรา ถือบุตรธิดาเป็นจุดมุ่งหมายเป็นศูนย์กลาง ชีวิตนั้นมีแต่ความเหนื่อยล้า

หากชีวิตเรา ถือความรักเป็นจุดมุ่งหมายเป็นศูนย์กลาง ชีวิตนั้นมีแต่ความเจ็บปวด

หากชีวิตเรา ถือการแข่งขันเปรียบเทียบเป็นจุดมุ่งหมายเป็นศูนย์กลาง ชีวิตนั้นมีแต่ความตกต่ำ

หากชีวิตเรา ถือความเอื้อเฟื้อใจกว้างเป็นจุดมุ่งหมายเป็นศูนย์กลาง ชีวิตนั้นมีแต่ความโชคดีมีสุข

หากชีวิตเรา ถือความพอเพียงเป็นจุดมุ่งหมายเป็นศูนย์กลาง ชีวิตนั้นมีแต่ความสุข

หากชีวิตเรา ถือบุญคุณเป็นจุดมุ่งหมายเป็นศูนย์กลาง ชีวิตนั้นมีแต่ใจเมตตา

การเป็นคนดี ที่สำเร็จด้วยปัญญา จะต้องมี 6 ประการ

1. การเป็นคน : เหนือเราให้นบน้อม ใต้เราอย่าดูหมิ่น นั้นคือ ธรรมเนียมปฏิบัติ

2. การงาน : เรื่องใหญ่ให้จริงจัง เรื่องเล็กที่ไม่สำคัญอย่าใส่ใจ ถือเป็นปัญญา

3. เกี่ยวเนื่องผลประโยชน์ : สามารถได้ 6 ส่วน แต่เอาเพียง 4 ส่วน ถือเป็นคุณธรรม

4. ความเที่ยงตรง : รักษาตัวดั่งเช่นดอกบัว หอมใสสะอาดขจรไกล ถือเป็นความเที่ยงธรรม

5. การปฏิบัติกับคน : นอกในเป็นหนึ่งเดียว สัตย์ซื่อต่อผู้คน ถือเป็นความน่าเชื่อถือ

6. การบำเพ็ญ : รวมศูนย์จิตสมาธิ เคารพฟ้ารักผู้คน ถือเป็นเมตตาธรรม

เวลาไม่มีเงิน ขอให้ขยันทำงาน เงินก็มา อันนี้เรียกว่า สวรรค์ประทานรางวัลให้ความขยัน

เวลามีเงิน เอาเงินออกไป คนก็มาเลย อันนี้เรียกว่าเงินไปคนมา

หากมีคนแล้ว เอาความรักออกไป ธุรกิจก็มาเลย อันนี้เรียกว่ารวยรักมากผู้คน

หากธุรกิจสำเร็จ เอาปัญญาออกไป ความ ปิติ ความเจริญก็มา อันนี้เรียกว่า คุณธรรมอยู่ฟ้า

หากไม่ยอมให้หรือเสียสละ ก็ไม่มี…. โลกนั้นกลม

คุณปฏิบัติกับคนอื่นเช่นใด คนอื่นก็ปฏิบัติกับคุณเช่นนั้น

มอบให้ท่านเรื่องจริงอีกหลายประโยคหากท่านป่วยไม่หนักเป็นเวลา 1 สัปดาห์

ท่านอาจจะพบว่า เงินไม่สำคัญ แต่ร่างกายและคนในบ้านสำคัญ

หากท่านป่วยหนักเป็นเวลา 1 เดือน

ท่านอาจจะพบว่า เงินสำคัญมาก ร่างกายและคนในบ้านก็สำคัญมากๆ

หากท่านป่วยหนักมากเป็นเวลาครึ่งปี

เดาว่าท่านต้องละทิ้งทรัพย์สินเงินทองและยศถาบรรดาศักดิ์

เพื่อแลกกับสิ่งที่ท่านคิดว่าเป็นของสำคัญที่สุด

น่าเสียดาย บนโลกใบนี้คนส่วนใหญ่เมื่อแผลหายก็ลืมถึงความเจ็บปวด รวมถึงข้าพเจ้าด้วย

ดังนั้นเมื่ออ่านถึงตอนนี้ ก็จะรู้แน่ชัดว่าในชีวิตเรา ใครและเรื่องอะไรถึงจะเป็นสิ่งที่สำคัญ…..

1. อย่าอวดอ้างเงินของคุณ ในโรงพยาบาลมันเป็นเพียงกระดาษ 1 แผ่น

2. อย่าอวดอ้างงานที่คุณทำ เมื่อไม่มีคุณ จะมีคนอีกเหลือคณานับที่ทำได้ยอดเยี่ยมกว่าที่คุณทำ

3. อย่าอวดอ้างห้องหับบ้างช่องของคุณ เมื่อคุณไปแล้ว มันก็กลายรังของคนอื่น

4. อย่าอวดอ้างรถของคุณ เมื่อคุณจากไป กุญแจรถก็อยู่ในมือคนอื่นแล้ว

มีสิ่งเดียวที่คุณจะอวดอ้างได้นั้นคือ สุขภาพของคุณ

เมื่อไม่มีคนอื่น คุณก็ยังสามารถอาบแดด ดื่มชา เพลิดเพลินกับชีวิตที่มีสุขภาพดี

ขอให้ดูแลรักษาตัวเองให้ดี เนื่องเพราะอะไหล่ไม่อาจเข้ากันได้ และราคาสุดแพง

นี่เป็นการกระตุ้น เพื่อส่งเสริมและแบ่งปันกัน (ให้ดูแลรักษาตัวเองให้ดี)

หลายเรื่องเป็นปรัชญาการดำรงชีวิต หรือการปฏิบัติตนของคน

เพื่อให้อยู่ดีมีสุข สามารถหาได้หลายที่

อ่านแล้วๆ เพื่อนๆ หรือ ผู้อ่าน ลองปรับใช้ดู เอาเท่าที่ทำได้นะ

และ ขอให้ ได้แบ่งปันให้คนรอบข้างได้รับรู้ ยิ่งมากยิ่งดี

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2565

หมูสามชั้นทอดกรอบ สูตรนี้ใช้ส่วนผสมเพียง 3 อย่าง กรอบอร่อยมากๆ

 


สูตรทำหมูสามชั้นทอดกรอบ ใช้ส่วนผสมเพียง 3 อย่าง กรอบอร่อยมากๆ

สูตรหมูทอดมาอีกแล้ว คราวนี้มาพร้อมเทคนิคสารพัดในการทอดหมูสามชั้นให้หนังกรอบคูณสอง รับประกันหนังกรอบนานแถมเนื้อหมูก็นุ่มชุ่มฉ่ำไม่แข็งกระด้าง แม่บ้านที่กำลังตามหาสูตรหมูสามชั้นกรอบ อย่างสุดพลังเตรียมจดสูตรไว้ให้ดี

หมูสามชั้นทอดกรอบสูตร 1

ส่วนผสม

1. หมูสามชั้น 1 กก.

2. หั่นให้เป็นชิ้นยาวสัก 5-6 นิ้ว

3. ใส่เกลือไอโอดีน ลงไป 1 ช้อนชา

4. ใส่ไข่ไก่ 2 ใบ

5. หมักทิ้งไว้ 20-30 นาที ให้เข้าเนื้อ

6. ครบเวลาแล้วใส่แป้งโกกิ 2 ช้อนโต๊ะคลุกให้เข้ากัน (ไม่ต้องละลายน้ำนะ)

7. เตรียมกะทะ.. น้ำมันเยอะหน่อยนะ กะๆ พอท่วมหมู ใส่น้ำส้มสายชู ลงไป 2 ช้อนโต๊ะ ขณะน้ำมันยังไม่ร้อนนะ

8. พอน้ำมันเริ่มเดือดอย่าตกใจน่ะจร้าค่อยๆใส่หมูลงไปจร้า ไฟอย่าแรงมาก..พลิกไปพลิกมา..จนดูใกล้เหลืองเร่งไฟแรงแปปเดียวให้เหลืองตักขึ้นพักจ้า 2-4 นาที ตักมาหั่นใส่จาน กรอบนิ่ม

สูตรน้ำจิ้ม
ใช้กระเทียมกลีบเล็กซอย+พริกขี้หนูสวนซอย ผสมน้ำตาล+มะนาว+น้ำปลา แซ่บมากเลย

ปล.น้ำส้มสายชูใส่ตอนน้ำมันยังไม่เดือดนะจ๊ะ ใส่น้ำส้มสายชูช่วยให้หมูกรอบนอกนุ่มในจร้า หมูจะฟูทั้งชิ้น แล้วยังคงความกรอบนานด้วย

หมูสามชั้นทอดกรอบสูตร 2

วัตถุดิบ

1. หมูสามชั้น 30 กรัม

2. น้ำปลาดี 2 ช้อนโต๊ะ

3. พริกไทยป่น 1 ช้อนโต๊ะ

4. แป้งทอดกรอบ 3 ช้อนโต๊ะ

5. โซดาแช่เย็นจัด 1 ช้อนโต๊ะ

6. น้ำเย็นจัด 3 ช้อนโต๊ะ

7. น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ

8. น้ำมันสำหรับทอด 1 ขวดเล็ก

วิธีทำ

หั่นหมูสามชั้นเป็นท่อน ๆ แล้วใช้มีดปลายแหลมจิ้มลงไปที่เนื้อหมูให้ทั่วชิ้น (เพื่อให้เครื่องปรุงเข้าไปในเนื้อและช่วยให้ทอดสุกทั่วด้วย) จากนั้นใส่น้ำปลาและพริกไทยป่นลงไป นวดผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ประมาณ 2 นาที พักไว้

เตรียมแป้งทอดกรอบโดยใส่น้ำเย็นและน้ำโซดาลงไป (เคล็ดลับนี้จะทำให้เวลาทอดแป้งกรอบกว่าเดิม)

เสร็จแล้วเอาหมูสามชั้นลงมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน

ตั้งกระทะใส่น้ำส้มสายชูลงไปแล้วคนให้ทั่วกระทะจนกว่าน้ำส้มสายชูจะระเหยออกไปหมด (เคล็ดลับนี้จะทำให้เวลาทอดหมูสามชั้นแล้วจะไม่อมน้ำมัน)

ใส่น้ำมันพืชลงไปในกระทะ รอจนน้ำมันร้อนก็ใส่หมูสามชั้นลงไปทอดจนกรอบ

เสร็จแล้วค่ะ หมูสามชั้นทอดกรอบ ๆ ร้อน ๆ พร้อมทาน

ขอขอบคุณ : แต่งสวยแล้วอารมณ์ดี 

กฎ 5 ข้อของชีวิตคน “ที่โคตรมีความสุข” อ่านกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ

 


กฎ 5 ข้อของชีวิตคน “ที่โคตรมีความสุข” อ่านกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ

1. Get a move on…

ก้าวต่อไปข้างหน้า…ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะผิดหวัง จะเจ็บปวด จะสูญเสีย เราต้องก้าวต่อไปข้างหน้าได้เลยทันที ไม่มีเสียเวลาคร่ำครวญ ไม่ “แคร์” อะไรทั้งนั้น มุ่งไปที่สิ่งที่เราต้องการในชีวิต ต้องไม่มีอะไร “หยุด” หรือ “ขวางหน้า” เราได้…

2. Let it go...

อะไรผ่านแล้วให้ผ่านไป อย่าจมปลักกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว จบไปแล้ว ทิ้งเป็น “อดีต” ไปเลย เราต้องอยู่กับปัจจุบัน จะได้ทำอนาคตให้ดีที่สุด ทุกวินาทีที่เราจมอยู่กับอดีต เราแค่ “หายใจ” เราไม่ได้ ใช้ชีวิต

3. Follow your heart…

ทำตามหัวใจเรียกร้อง อยากเป็นแบบไหน อยากไปที่ไหน ไป อยากทำอะไร ก็ทำไม่มีใครบอกว่า “ง่าย” ที่จะทำทุกอย่างที่เราต้องการ แต่จุดเริ่มต้นคือ “ตัดสินใจ” เรามีอิสระ ไม่มีอะไรกักขังเราได้นอกจาก “เงื่อนไข” และ “ขีดจำกัด” ที่เราสร้างให้ตัวเอง

4. Think positive…

เชื่อมโยงทุกอย่างกับความคิดบวก ทุกเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้น ล้วนเอาความคิดบวกมาเชื่อมโยงได้ หาเหตุผล

ที่ทำให้เรา “ขอบคุณ” ที่มันเกิดขึ้น มองให้ทะลุถึง “สิ่งที่ดีที่สุด” ที่เราจะเรียนรู้จากมันได้ อย่าเอาแต่เชื่อมโยงกับความคิดลบ จะทำให้เรา “ตาบอด” ต่อความสวยงามของชีวิต

5. Carelessness...

ไม่แคร์อะไรที่ไม่จำเป็น คนจะมองเรายังไง จะคิดว่าเราเป็นยังไง จะพูดถึงเรายังไง จะวิจารณ์การใช้ชีวิตของเรายังไง ไม่จำเป็นต้อง “แคร์” เพราะชีวิตเป็นของเรา ชีวิตที่ “สั้น” เกินกว่าเราจะไม่ทำอะไรที่มีความสุข

จำไว้!! ใช้ชีวิตให้เป็น “ของขวัญ” ไม่ใช่ใช้มัน “ลงโทษตัวเอง”

ทำเถอะครับแล้วจะ “โคตรมีความสุข”

น้ำจิ้ม 9 สูตรครบทุกรสชาติ พร้อมอัตราส่วน ทำกินเองได้ง่ายๆ

 


วิธีทำน้ำจิ้ม 9 สูตรครบทุกรสชาติ พร้อมอัตราส่วน ทำกินเองได้ง่ายๆ 

1. น้ำจิ้มซีฟู๊ด ทานกับอาหารซีฟู๊ด อัตราส่วนสำหรับ 1 ถ้วยเล็ก

วัตถุดิบ

1.พริกไทยเม็ด 5-8 เม็ด

2.พริกขี้หนูสวน 2 ชต.

3.กระเทียมไทย 1 ชต.

4.น้ำปลา 2.5 ชต.

5.มะนาว 2.5 ชต.

6.น้ำตาลทราย 0.5 ชช.(หากไม่ชอบหวานไม่ต้องใส่)

7.ผงชูรส(หากชอบ) 1/4 ชช.

8.ผงปรุงรสหมู 0.5 ชช.

วิธีทำ

1.ตำพริกไทยให้ละเอียด

2.ใส่พริกและกระเทียมลงตำ

3.ปรุงรส เพิ่มตามตามชอบ

2. น้ำจิ้มยำมะม่วงไม่ใส่ถั่ว ทานกับปลาสำลีแดดเดียว หรือปลาแดดเดียวหรือตามชอบ อัตราส่วนสำหรับ 1 ถ้วยใหญ่

วัตถุดิบ

1.น้ำปลา 3-4 ชต.

2.น้ำตาลทรายหรือปี๊บ 2-3 ชต.

3.พริกขี้หนูสวน สับละเอียด 1.5 ชต.

4.หอมแดงซอย 5 หัว

5.มะม่วงซอย 3 ชต.

6.มะนาว 1 ชต.

7.ผักชี

8.ผงชูรส(หากชอบ) 0.5 ชช.

9.ผงปรุงรสหมู 1 ชช.

วิธีทำ

1.ละลายน้ำตาลและน้ำปลาและเครื่องปรุงให้เข้ากัน

2.ใส่หอมแดง มะม่วง และชิมรสตามต้องการ เน้นอย่าเปรี้ยวนำ(เพราะน้ำจากมะม่วงจะทำให้เปรี้ยวมากขึ้น)

3.โรยผักชี

3.น้ำจิ้มเมี่ยงปลาทู ทานกับเมี่ยงปลาทู เมี่ยงปลาเผา อัตราส่วนสำหรับ1 ถ้วยใหญ่

วัตถุดิบ

1.พริกไทยเม็ด 10-15 เม็ด

2.รากผักชี 4-5 ราก

3.พริกขี้หนูสวน 3-4 ชต.(หากไม่ชอบเผ็ดให้ลดลง)

4.กระเทียมไทย 2-3 ชต.

5.น้ำปลา 3-4 ชต.

6.มะนาว 4-5 ชต.

7.น้ำตาลทราย 2-3 ชต.

8.ผงชูรส(หากชอบ) 1 ชช.

9.ผงปรุงรสหมู 1-2 ชช.

10.ถั่วลิสงคั่ว 5-6 ชต.

วิธีทำ

1.ตำพริกไทยให้ละเอียด

2.ใส่รากผักชีลงตำให้ละเอียด

3.ใส่พริก กระเทียมลงตำให้ละเอียด

4.ใส่ถั่วลิสงคั่วลงตำให้ละเอียด

5.ปรุงรสตามชอบ

4.น้ำจิ้มซีฟู๊ดทานกับปลาลวก ลูกชิ้นปลา อัตราส่วนสำหรับ 1 ถ้วยเล็ก

วัตถุดิบ

1.พริกไทยเม็ด 5-8 เม็ด

2.พริกขี้หนูสวน 2 ชต.

3.กระเทียมไทย 1 ชต.

4.น้ำปลา 1 ชต.

5.มะนาว 2.5 ชต.

6.น้ำตาลทราย 0.5 ชช.(หากไม่ชอบหวานไม่ต้องใส่)

7.ผงชูรส(หากชอบ) 1/4 ชช.

8.ผงปรุงรสหมู 0.5 ชช.

9.เต้าเจี้ยว 1-1.5 ชต.

วิธีทำ

1.ตำพริกไทยให้ละเอียด

2.ใส่พริกและกระเทียมลงตำ

3.ใส่เต้าเจี้ยวลงตำ

4.ปรุงรส เพิ่มตามตามชอบ

5.น้ำจิ้มยำมะม่วงแบบใส่ถั่ว ทานกับกุ้งฟู ปลาดุกฟูหรือตามชอบ อัตราส่วนสำหรับ 1 ถ้วยใหญ่

วัตถุดิบ

1.น้ำปลา 3-4 ชต.

2.น้ำตาลทรายหรือปี๊บ 2-3 ชต.

3.พริกขี้หนูสวนสับละเอียด 1.5 ชต.

4.หอมแดงซอย 5 หัว

5.มะม่วงซอย 3 ชต.

6.มะนาว 1 ชต.

7.ผักชี

8.ผงชูรส(หากชอบ) 0.5 ชช.

9.ผงปรุงรสหมู 1 ชช.

10.ถั่วลิสงคั่ว

วิธีทำ

1.ละลายน้ำตาลและน้ำปลาและเครื่องปรุงให้เข้ากัน

2.ใส่หอมแดง มะม่วง และชิมรสตามต้องการ เน้นอย่าเปรี้ยวนำ(เพราะน้ำจากมะม่วงจะทำให้เปรี้ยวมากขึ้น)

3.ใส่ถั่วลิสงคั่วและโรยผักชี

6.น้ำยำทานกับของทอด เห็ดเข็มทองทอด ผักทอดต่าง ๆ อัตราส่วนสำหรับ 1 ถ้วยกลาง

วัตถุดิบ

1.น้ำปลา 2 ชต.

2.น้ำตาลทราย 1.5 ชต.

3.พริกขี้หนูสวนสับละเอียด 1 ชต.

4.หอมแดงซอย 2 ชต.

5.หมูสับรวนสุก 2 ชต.

6.กุ้งสับลวนสุก 2 ชต.

7.น้ำมะนาว 2 ชต.

8.ผงชูรส(หากชอบ) 1/4 ชช.

9.ผงปรุงรสหมู 1 ชช.

10.ผักชี ต้นหอม คื่นช่าย สะระแหน่

วิธีทำ

1.ละลายน้ำตาล น้ำปลา มะนาว เข้าด้วยกัน

2.ใส่หมูและกุ้งลงไป พร้อมปรุงรส ชิมออกรสตามชอบ

3.ใส่หอมซอยและใบผักลง คลุกเคล้าให้เข้ากัน

7.น้ำจิ้มแจ่ว ทานกับเนื้อย่าง หมูย่าง ฯลฯ อัตราส่วนสำหรับ 1 ถ้วยเล็ก

วิตถุดิบ

1.น้ำปลา 2 ชต.

2.น้ำตาลปี๊บ 2 ชต.

3.พริกป่น 1 ชต.

4.หอมแดงซอยละเอียด 1 ชต.

5.น้ำมะขาม 2-3 ชต.

6.มะนาว 0.5-1 ชต.

7.ผักชีฝรั่งซอยละเอียด 1-2 ชช.

8.ต้นหอมซอย 1.2 ชช.

9.ผงชูรส(หากชอบ) 1/4 ชช.

10.ผงปรุงรสหมู 0.5-1 ชช.

11.ข้าวคั่ว 1 ชต.

วิธีทำ

1.ละลายน้ำปลาและน้ำตาลให้เข้ากัน

2.เติมน้ำมะขาม พริกป่น และปรุงรส ตามชอบ

3.ใส่หอมซอย ต้นหอมซอย และใบผักชีซอย คนให้เข้ากัน

4.โรยข้าวคั่ว

8.น้ำจิ้มน้ำส้ม ทานกับขาหมูพะโล้ อัตราส่วนสำหรับ 1 ถ้วยเล็ก

วิตถุดิบ

1.พริกเหลือง 3-4 เม็ด หั่นหยาบ

2.รากผักชี 2 ราก

3.กระเทียมไทย 8-10 กลีบ

4.เกลือป่น 0.5-1 ชช.

5.น้ำม้มสายชู 2 ชต.

6.น้ำตาลทราย 1-1.5 ชต.

7.ผงชูรส(หากชอบ) 0.5 ชช.

วิธีทำ

1.ตำรากผักชีให้ละเอียด

2.ใส่พริกและกระเทียมลงตำให้ละเอียด

3.ปรุงรส ชิมออกเปรี้ยวนำ และระวังเค็ม

9.น้ำจิ้มคอหมูย่าง ทานกับคอหมูย่าง อัตตราส่วนสำหรับ 1 ถ้วยเล็ก

วัตถุดิบ

1.น้ำปลา 1.1.5 ชต.
2.น้ำตาลปี๊บ 1-1.5 ชต.
3.พริกป่น 1 ชต.
4.น้ำมะขาม 2 ชต.
5.น้ำพริกเผา 1-15. ชช.
6.ผงชูรส(หากชอบ) 1/4 ชช.
7.ผงปรุงรสหมู 1 ชช.

วิธีทำ

1.ละลายน้ำตาลกับน้ำปลาให้เข้ากัน

2.ใส่น้ำมะขามลง พริกป่น พริกเผา ลง คนให้เข้ากัน และปรุงรส ออกเปรี้ยว-หวาน นำ

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณManop Karist Gatecare จากกลุ่ม ทำอาหารกินเอง และ เพจพณิชยการพระนคร 

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2565

ช่วงชีวิตขาลง จะมีสักกี่คนที่อยากพูดกับคุณ (อ่านเตือนใจดีมาก)

 

ช่วงชีวิตขาลง จะมีสักกี่คนที่อยากพูดกับคุณ (อ่านเตือนใจดีมาก) 

ชีวิตของคนเราเราจำเป็นต้องอยู่กับคนหลากหลายประเภท ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ แต่การมีคนที่อยู่เคียงข้าง

คุณจะรู้ได้ อย่ างไรว่าเขามีความจริงใจและเขามีความห่วงใยคุณอย่ างแท้จริงหากคุณยังไม่เคยตกต่ำและอับจน

ตัวคุณเองรู้จักคนเยอะมากแค่ไหน ถ้าหากว่ารู้จักคนเยอะมากคุณเคยลองถามตัวเองแบบนี้ไหมว่า

ถ้าหากว่าในเวลาที่ตัวคนตกอับ ไม่มีเงิน ใครบ้างที่จะอยู่ข้างๆคุณคนที่เขาอย ากรู้จักคุณจริงๆจะเหลืออยู่สักกี่คน

คนที่คอยช่วยเหลือคุณ คนที่เป็นเพื่อน เป็นกำลังใจที่จะอยู่เคียงข้างกันจะมีอยู่สักกี่

คนคุณอย่ าเพิ่งบอกว่าคุณรู้จักคนมากมาย หากตัวคุณเองยังไม่เคยตกอับยังไม่เคยจนมุม

อย่ าบอกใครต่อใครว่าคุณมีคนรัก คนช่วยเหลือมากมายหากคุณยังไม่เคยผ่านจุดที่ลำบากในชีวิตในเวลาที่คุณมีปัญหา

มันไม่แน่เสมอว่าคนเรานั้นจะคอยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเพื่อน… จงเน้นที่คุณภาพอย่ าเน้นที่ปริมาณ

เหมือนคุณขับรถบรรทุกมันฝรั่งไปมาเต็มลำรถมิสู้คุณค่าของ ไข่มุกราตรี หรือ

เพชรงามในมือเพียงเม็ดเดียวฉันมีแอบเปิ้ลอยู่หนึ่งลูก จะแบ่งปันกันอย่ างไรแบ่งให้เธอครึ่งหนึ่งนี่คือ.. น้ำใจจากมิตรสหาย

ฉันกินหนึ่งคำที่เหลือให้เธอนี่คือ.. ความรักของหนุ่มสาวฉันไม่ได้กินสักคำให้เธอทั้งลูกนั่นคือ

พ่อและแม่ฉันเก็บซ่อนไว้แล้วบอกกับใครๆ ว่าหิวจังเลยมีอะไรให้กินไหม นี่คือ คนในสังคม

วันไหนชายหนุ่ม ” จน ” จึงรู้ว่าหญิงคนไหนรักคุณจริงวันไหนหญิงสาว ” ไม่สวย ” จึงรู้ว่าชาย

คนไหนจะอยู่เคียงข้างวันไหนที่คุณทำอะไร ” น่าอับอาย ” จึงรู้ว่าใครจริงใจกับคุณเคียงข้าง ไม่ใช่เพราะคุณมีเงินฉันจึงตามติด

ถนอมรักษา ไม่ใช่เพราะคุณสวยผมจึงห่วงใยใส่ใจสิ่งที่หลงเหลือเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง

ไม่ใช่รูปโฉมความงาม แต่.. เป็นความจริงใจคืนผันวันผ่าน อาจไม่ผูกพันไม่ควรรู้จักแต่หน้า แต่.. ควรรู้ใจ

ที่มา : postsod 

สูตรวิธีทำขนมจีบหมูไข่แดงเค็ม หอมอร่อย ทำขายหรือทำกินครอบครัว

 


วิธีทำขนมจีบหมูไข่แดงเค็ม หอมอร่อย ทำขายหรือทำกินครอบครัว

*สูตรขนมจีบ*

*ส่วนผสม*

1.หมูสับ (ติดมันด้วย) 1 ถ้วย

2.แห้วสับ 1/2 ถ้วย

3.สามเกลอ 1 ชต.

(กระเทียม พริกไทย รากผักชี โขลกรวมกัน)

4.ไข่ 1 ฟอง

5.แป้งมัน 1/2 ชต.

6.ซีอิ้วขาว

7.น้ำมันหอย

8.ไข่แดงไข่เค็ม 1 ฟอง

9.ซอสเปรี้ยว

10.แผ่นเกี๊ยว

11.น้ำมันกระเทียมเจียว

12.น้ำมันงา 2 ชช.

**วิธีทำ**

- ผสมหมูสับ แห้ว สามเกลอ ไข่ แป้งมัน ซีอิ้วขาว น้ำมันงา และน้ำมันหอย นวดให้เข้ากัน พักไว้ 30นาที

- นำแผ่นเกี๊ยวมาตัดมุมออก (เพื่อไม่ให้มีส่วนเกิน ซึ่งเวลานึ่งสุกจะทำให้แข็ง) และเช็ดแป้งที่ติดมากับแผ่นเกี๊ยวออก เพื่อเวลาสุกจะไม่แข็ง

- ตักหมูที่ปรุงไว้ ใส่ตรงกลางแผ่นเกี๊ยว จับจีบรอบๆ ให้แผ่นเกี๊ยวหุ้มหมูสับ ใส่ไข่แดงของไข่เค็มตรงกลาง

- นำไปนึ่งบนน้ำเดือด ประมาณ 15 นาที (พรมน้ำก่อนนึ่งด้วย)

- พอสุก พรมน้ำมันกระเทียมเจียวให้ทั่ว

- จัดใส่จาน โรยกระเทียมเจียว พร้อมน้ำจิ้มซอสเปรี้ยว

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากคุณ Supaporn Kumnodnae 

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565

2 สูตรไว้ทำกินทำเปิดร้านได้ ปาท่องโก๋ กรอบนอกนุ่มใน

 

สำหรับปาท่องโก๋ซาลาเปานั้น มักจะเป็นเมนูอาหารในมือเช้าที่เอาไว้ทานคู่กับเครื่องดื่มน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ก็ให้ความอิ่มอร่อยและอยู่ท้องได้ แต่ในบางครั้งเราก็ต้องห้ามใจเพราะปาท่องโก๋ซาลาเปานั้นมีจำนวนแคลอรี่ที่ค่อนข้างสูง เลือกทานให้อย่างพอดี แต่ในวันนี้เราก็มีทริคเสริมในการทำ ปาท่องโก๋กินเอง อย่างน้อยๆเราก็มีความมั่นใจได้ว่า น้ำมันที่เรานำมาใช้ทอดนั้นเป็นน้ำมันสดใหม่ ไม่ใช้น้ำมันเก่า ทอดแล้วก็ไม่มีอมน้ำมันกันอย่างแน่นอน


สูตร 1 (แบบกรอบนอก นุ่มใน)

ส่วนผสม

1 แป้งสาลีตราฮกแดง 1 กิโลกรัม

2 ไข่ไก่ 2 ฟอง

3 เกลือ 4 ช้อนชา

4 น้ำ 3¾ – 4 ถ้วย

5 ยีสต์ 1 ช้อนชา

6 น้ำมันพืช 2 ช้อนชา

7 น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ

8 แอมโมเนีย (เช้าก่า) 1 ช้อนโต๊ะ

9 ผงฟู 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1 เริ่มด้วยผสมยีสต์ ผงฟูและแป้ง ผสม 3 อย่างรวมกัน พักเอาไว้ จะเป็นในส่วนผสมของของแห้ง ถัดมาจะทำในส่วนผสมของของเหลว นั่นคือ ละลายน้ำตาล เกลือ แอมโมเนียในน้ำ เติมน้ำมันพืชลงไป ใส่ไข่ไก่ตามลงไป คนให้เข้ากันแล้วให้นำส่วนผสมของของเหลวใส่ลงไปในส่วนผสมของแห้งที่เป็นแป้ง นวดให้เข้ากันพักเอาไว้ 3-4 ชม.

2 เมื่อครบเวลาในการพัก ให้ตัดแป้งเป็นแท่งยาวๆโรยแป้งนวลไว้ที่มือของเราเพื่อที่เวลาโดนแป้งตัวแป้งนั้นจะไม่หลุดติดมือ ยืดแป้งออกให้เป็นแผ่นบางๆ ให้มีความหนาประมาณครึ่งเซนติเมตร

3 ตัดให้เป็นชิ้นยาว ใช้ไม้จุ่มน้ำมาแตะตรงกลางเพื่อที่จะประกบแป้งเข้าหากัน นำไปทอดในน้ำมันที่ร้อนจัด เมื่อสุกทั้งสองด้านมีสีเหลืองที่สวยงามตักขึ้นพักไว้บนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำมันเพื่อความกรอบที่เพิ่มมากขึ้น


สูตร 2 (แบบนุ่ม มีเนื้อด้านใน ไม่เหนียว)

ส่วนผสม

แป้งสาลีตราฮกแดง 1 กิโลกรัม , ไข่ไก่ 1 ฟอง , เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ , น้ำ 3½ ถ้วย , น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ , ผงโซดาไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะ , น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ , แอมโมเนีย (เช้าก่า) ½ ช้อนชา , ผงฟู 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ผสมผงโซดา ผงฟูและแป้งเข้าด้วยกัน จากนั้นให้ทำการละลายน้ำตาล เกลือ แอมโมเนียในน้ำ เติมน้ำมันพืช ไข่ไก่คนให้เข้ากันดี เทส่วนผสมที่เป็นของเหลวใส่ลงไปในส่วนผสมที่เป็นแป้ง นวดให้เข้ากันพักแป้งทิ้งเอาไว้ 4-6 ชม. จากนั้นนำไปทอด ขั้นตอนจะเหมือนกับในสูตรที่ 1 จะต่างกันตรงที่ส่วนผสมและเวลาในการพักแป้ง


เคล็ดลับที่ควรรู้

– ขั้นตอนของการนวดแป้งนั้น เราจะไม่นวดแป้งที่นานจนเกินไป เพียงนวดให้ส่วนผสมเข้ากันดีก็พอแล้ว

– ควรละลายในส่วนผสมของของเหลวให้เข้ากันดีแล้วจึงนำไปผสมในส่วนผสมที่เป็นของแห้ง ซึ่งจะทำให้ส่วนผสมมีความเข้ากันดีได้เร็วและมีเนื้อที่เนียน

– สำหรับสัดส่วนระหว่างแป้งกับน้ำในแต่ละสูตรนั้นอาจจะมีการคาดเคลื่อนเล็กน้อย นั้นขึ้นอยู่กับความเก่าใหม่ของตัวแป้ง หากเราใช้เป็นแป้งเก่าอาจจะต้องมีการเพิ่มน้ำใส่ลงไปเล็กน้อย

– ขั้นตอนในการทอดนั้น เราจะต้องรอให้น้ำมันมีความร้อนจัดดีก่อน แล้วใช้ไฟกลางในการทอด หากใช้ไฟแรงจนเกินไปจะทำให้ผิวของปาท่องโก๋ไม่สวยงามและมีสีที่ไม่สม่ำเสมอ ผิวด้านนอกจะนิ่มไม่กรอบ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Chomphoonut Panomaig

ไม่มีใครยิ่งใหญ่ จากการ “เนรคุณ” ต่อให้เราดีแค่ไหน เค้าก็ไม่จำ


 อย่าคาดหวังอะไร จาก ‘คนเนรคุณ’ เพราะต่อให้เราดีแค่ไหน มันก็ไม่จำ! ไม่มีใครยิ่งใหญ่ จากการ “เนรคุณ”

อย่าหลงคารมใครง่ายไป

คนที่เข้าหาเรามีหลายแบบ

เอาแต่ “โลกสวย”

มองคนไม่ขาด

ระวังจะกลายเป็น “เหยื่อ”

แยกให้ออก

ระหว่างเรื่องจริง

กับการแสดงละคร

ให้ดูน่าสงสาร

ไม่ใช่อุสาห์ยื่นมือไปช่วย

แทนที่จะมีความดี


กลับได้ “ความซวย”

เผลอเมื่อไหร่

โดน “แว้งกัด” ทันที

แต่เชื่อเถอะ!

ถ้าไม่รู้จักบุญคุณคน

ทำอะไรก็ไม่เจริญ

ชีวิตเหมือนจะดี แต่ก็ไม่ดี

เหมือนจะราบรื่น

แต่ก็ไปได้ไม่ไกล

ล้มลุกคลุกคลานอยู่ที่เดิม

และสุดท้ายก็ “พัง” ไม่เป็นท่า

ไม่ต้องทำอะไร

ไม่ต้องทวงบุญคุณ

ดีที่สุดคือ “เลิกคบ”

แล้วโยนออกไปให้ไกลจากชีวิต

เพราะสันดานอสรพิษร้าย

ต่อให้ดีแค่ไหน

มันก็ “ไม่จำ!”

ไม่มีเพื่อน ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

ถ้ามีเพื่อนแล้วต้องคอยระวังตัว

น่ากลัวกว่าเยอะ!

กี่ครั้งที่ “เจ็บปวด”

กี่หนที่โดน “หักหลัง”

เพราะ “ไว้ใจ” คนใกล้ตัว

“คนเลว” มักมาในคราบ “มิตร”

แสแสร้ง ทำดี ตีสนิท แบบเนียนๆ

เราชอบคน “พูดดี”

เราแพ้ทางคน “ตอแหล”

เรามองคนแค่ “ฉาบฉวย”

เห็นเขาดี ก็คิดว่า “มิตรแท้”

ไว้ใจ เชื่อใจ ให้ไปเกิน 100

มิตร “เลว” เหมือน “งูพิษ”

“แว้งกัด” ตอนเราไม่ระวัง

เพราะเชื่อใจ จึงถูก “ทำร้าย”

เพราะสนิท เลยไม่ “ระวังตัว”

เพราะไว้ใจ ถึงต้อง “เจ็บหนัก”

จำไว้ว่า “สัตว์เดรฉาน” บางตัว

ต่อให้เลี้ยงดีแค่ไหน

มันก็ “ไม่เชื่อง”!

หลายคนไม่รู้ ทานกล้วยปิ้งร้อนๆ ที่มีสรรพคุณทางยาเพียบ แถมอร่อยอีกด้วย


ไปหามากินด่วน! กล้วยปิ้งร้อนๆ ที่มีสรรพคุณทางยาเพียบ..แถมอร่อยด้วยนะ

กล้วยน้ำว้า มี โปรตีน และมีกรดอะมิโน อาร์จินิน และ ฮีสติดิน ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก แถมยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย นั้นเป็นคุณค่าทางโภชนาการ คราวนี้เรามาดูกันว่า สรรพคุณทางยาของกล้วยน้ำว้า มีอะไรกันบ้าง


1. ช่วยบรรเทาอาการ เจ็บคอ และอาการ เจ็บหน้าอก จากการ ไอแห้ง ทานวันละ 5-6 ผล จะช่วยให้อาการระคายเคืองลดน้อยลงได้

2. ช่วยเรื่อง กลิ่นปาก ทำให้ ลดกลิ่นปาก ได้ดี วิธีรับประทานคือทานกล้วยน้ำว้าหลังตื่นนอนทันที แล้วค่อยแปรงฟัน จะช่วยลดกลิ่นปากได้

3. ช่วยเป็น ยาระบายแก้ท้องผูก หรือระบบขับถ่ายไม่ปกติ วิธีรับประทานคือ ทาน กล้วยน้ำว้าสุก 1-2 ผล ก่อนนอน และดื่มน้ำตามมากๆ จะช่วยให้ถ่ายท้องได้ดีในวันรุ่งขึ้น

4. ช่วยแก้ท้องเดิน หรือ ท้องเสีย ได้ ในกล้วยน้ำว้าจะมี สารเทนนิน ซึ่งสามารถช่วยรักษาอาการท้องเสียแบบไม่รุนแรงได้ โดยการน้ำ กล้วยน้ำว้าดิบ หรือ กล้วยน้ำว้าห่าม มาปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นบางๆ ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มนานครึ่งชั่วโมง ดื่มครั้งละ 1/2- 1 ถ้วยแก้ว ให้ดื่มทุกครั้งที่ถ่าย หรือทุกๆ 1-2 ชม. ใน 4-5 ชม.แรก หลังจากนั้นให้ดื่มทุกๆ 3-4 ชม. หรือ วันละ 3-4 ครั้ง (ถ้ายุ่งยาก ก็หายามาทานก็ได้ค่ะ)

5. ช่วยรักษา โรคกระเพาะ ได้ นำ กล้วยน้ำว้าดิบ มาปอกเปลือก แล้วนำเนื้อมาฝานเป็นแผ่นบางๆ แตกแดด 2 วัน ให้แห้งกรอบ บดเป็นผงให้ละเอียด ใช้ทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำข้าว หรือน้ำผึ้ง ทานก่อนอาหาร ครึ่งชม. หรือก่อนนอนทุกวัน

6. เปลือกกล้วยน้ำว้า ช่วยบรรเทา อาการคัน อันเนื่องมาจากแมลงกัดต่อย และ ผื่นแดง จากอาการคันได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ในการ ต้านเชื้อรา และ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดหนอง

รู้สรรพคุณของกล้วยน้ำว้าอย่างนี้แล้ว รีบไปซื้อติดบ้าน ไว้รับประทานบ้าง ก็คงจะดีไม่น้อย

สูตรน้ำกระชาย มะนาวน้ำผึ้ง ดื่มลดอาการ ป ว ด หลัง ขาชาจากหมอนรองกระดูกกดทับ


 วิธีลดอาการปวดหลัง ขาชาจากหมอนรองกระดูกกดทับ หายได้ใน 3 อาทิตย์

โรคกระดูกเสื่อมเกิดจากการเสื่อมสมรรถภาพของกระดูกในร่างกายของเรา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

จากการทาน จากการเคลื่อนไหวมากเกินไป มักจะเกิดในวัยกลางคน วัยสูงอายุ สังเกตเห็นได้ชัดว่าเมื่อเคลื่อนไหวจะมีเสียงกร๊อบแกร๊บ กร๊อบแกร๊บ บางทีก็จะปวดตตรงข้อกระดูก รู้สึกขัดๆปวดๆ เคลื่อนไหวลำบาก นั่งคุกเข่า นั่งยองๆ นั่งพับเพียบก็จะลุกขึ้นยาก


การรักษาโรคกระดูกเสื่อมนั้นส่วนใหญ่คนมักจะพึ่งยาแผนปัจจุบัน อาหารเสริมต่างๆ เช่น แคลเซียมแคปซูล แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ ขอแนะนำเป็นพิเศษ อาจทำให้เราหายขาด หรือบรรเทาอาการโรคกระดูกเสื่อมได้ คือทานแบบภูมิปัญญาไทย ด้วย น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง

น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง เป็นสูตรธรรมชาติบำบัด ที่จะสามารถช่วยให้ร่างกายสร้างมวลกระดูกใหม่ขึ้นมา แล้วไปเสริมสร้างกระดูกที่เสื่อมอยู่ให้แน่นเหมือนเดิม


ส่วนผสม “น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง” รักษาโรคกระดูกเสื่อม
ชุดละวัน เช้า เย็น แบ่งเอา
– กระชาย 1 ขีด
– น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
– มะนาว 2 ลูก

วิธีทำ “น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง” รักษาโรคกระดูกเสื่อม 




1. นำกระชายล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาตำ โดยใช้ครกหินอ่างศิลา หรือ ปั่นโดยใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ให้ละเอียดเติมน้ำสะอาดลงไป 2 แก้ว


2. นำกระชายที่ตำหรือปั่น มากรองผ้าขาวบาง จนได้หัวเชื้อ เอาแต่น้ำหัวเชื้อ




 3. ใส่น้ำผึ้ง และ มะนาวผสมลงไปปรุงรสตามใจชอบ
แนะนำให้ใช้วิธีการตำโดยใช้ครกหินอ่างศิลา จะช่วยในการบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : วันฟ้าใส ใจสองเรา และ kaijeaw

รู้ไว้ไม่เสียหาย เลือกสีรถใหม่ให้ถูกโฉลก เกิดวันไหน ควรใช้รถสีอะไรดี


จะซื้อรถยนต์แต่ละที ต้องใช้เวลาตัดสินใจ และพิจารณาอย่างถี่ถ้วน รถยนต์คันหนึ่งราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ เรามีอีกหนึ่งปัจจัยที่ขาดไม่ได้เมื่อต้องซื้อรถยนต์มาฝาก นั่นคือดวงของเรากับสีของรถยนต์ ใครเกิดวันไหน ก็มาเลือกดูได้เลยค่ะ

@ บุคคลที่เกิดวันอาทิตย์

สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีชมพู สีโอโรส เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีเขียวเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีดำ สีเทา สีควันบุหรี่เป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี

* สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีฟ้า สีน้ำเงิน (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต) เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันอาทิตย์ * อายุย่าง 23 , 32 , 41 , 50 , 59 , 68และอายุ 77 ปีห้ามซื้อรถสีชมพู สีโอโรส เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง * สำหรับช่วงอายุย่าง 24 , 33 , 42 ,51 ,60 ,และ 69 สีที่ห้ามซื้อคือสีเขียวทุกชนิด * และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45 ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีดำ สีเทา สีควันบุหรี่ เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน * ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด



@ บุคคลที่เกิดวันจันทร์

สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีเขียว หรือสีแดง เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีดำ สีม่วงเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีฟ้า สีน้ำเงินเป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี

* สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีแดง (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต)* ช่วงอายุย่าง 22 , 31 , 40 , 49 , 58 และ 67 ปีห้ามซื้อรถสีเขียวทุกชนิด เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง * สำหรับช่วงอายุย่าง 23 , 32 , 41 ,50 ,59 และ 68 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีดำ , สีม่วง * และช่วงอายุย่าง 26 , 35 , 44 , 53 , 62 , 71 และ 80 ขึ้นไป สีที่ห้ามซื้อคือ สีฟ้า สีน้ำเงิน เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน * ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด ยกเว้นสีแดงสีเดียว

@ บุคคลที่เกิดวันอังคาร

สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีดำ หรือสีม่วง เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีเหลืองแก่ สีแสด สีบรอนซ์ทองเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีแดงเป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี

* สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีบรอนซ์เงิน สีขาว สีเหลืองอ่อน เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันอังคาร * อายุย่าง 22 , 31 , 40 , 49 , 58 และ 67 ปีห้ามซื้อรถสีดำและสีม่วง เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันอังคาร * สำหรับช่วงอายุย่าง 23 , 32 , 41 ,50 ,59 และ 68 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีหลืองแก่ สีแสด สีบรอนซ์ทอง * และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45 ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีแดง เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน * ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด

@ บุคคลที่เกิดวันพุธ (กลางวัน)

สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีเหลืองแก่ สีแสด สีบรอนซ์ทอง เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีดำ สีเทาเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีขาว สีขาวนวล สีบรอนซ์ทอง สีเหลืองอ่อนเป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี

* สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีชมพู สีโอโรส (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต) เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันพุธ(กัน) * อายุย่าง 22 , 31 , 40 , 49 , 58 และ 67 ปีห้ามซื้อรถสีเหลืองแก่ สีแสด และสีบรอนซ์ทอง เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง * สำหรับช่วงอายุย่าง 23 , 32 , 41 ,50 ,59 และ 68 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีดำ , สีเทา * และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45 ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีขาว สีขาวนวล สีบรอนซ์เงิน สีเหลืองอ่อน เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน * ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด

@ บุคคลที่เกิดวันพุธ (กลางคืน)

สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีแดง เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีขาว สีขาวนวล สีบรอนซ์เงิน สีเหลืองอ่อนเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีดำ สีม่วงเป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี

* สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีเหลืองแก่ สีบรอนซ์เงิน สีแสด (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต) เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันพุธ(กลางคืน) * อายุย่าง 23 , 32 , 41 , 50 , 59 , 68และ 77 ปีห้ามซื้อรถสีแดง เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง * สำหรับช่วงอายุย่าง 24 , 33 , 42 ,51 ,60 และอายุ 69 สีที่ห้ามซื้อคือสีขาว สีขาวนวล สีบรอนซ์เงินและสีเหลืองอ่อน * และช่วงอายุย่าง 22 , 31 , 40 ,49 ,58 และ 67ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีดำ สีม่วง เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน * ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด

@ บุคคลที่เกิดวันพฤหัสบดี

สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีฟ้า สีน้ำเงิน เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีแดงเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีเขียวเป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี

* สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีดำ สีม่วง (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต) เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันพฤหัสบดี

* อายุย่าง 22 , 31 , 40 , 49 , 58 และ 67 ปีห้ามซื้อรถสีฟ้า สีน้ำเงิน เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง * สำหรับช่วงอายุย่าง 24 , 33 , 42 ,51 ,60 , 69และอายุย่าง 78 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีแดง * และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45 ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีเขียวทุกชนิด เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน * ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด

@ บุคคลที่เกิดวันศุกร์

สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีขาวนวล สีบรอนซ์เงิน สีเหลืองอ่อนเพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีชมพู และสีโอโรสเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีแสด สีเหลืองแก่ สีบรอนซ์ทอง เป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี

* สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีเทา สีดำ สีควันบุหรี่ (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต) เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันศุกร์ * อายุย่าง 23 , 32 , 41 , 50 , 59 , 68 และ 77 ปีห้ามซื้อรถสีขาวนวล สีบรอนซ์เงิน สีเหลืองอ่อน เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง * สำหรับช่วงอายุย่าง 24 , 33 , 42 ,51 ,60 , 69 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีชมพู สีโอโรส * และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45 ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีเหลืองแก่ สีบรอนซ์ทอง และสีแสด เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน * ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด

@ บุคคลที่เกิดวันเสาร์

สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีเทา สีดำ เพราะ็นเดช อำนาจ และบารมี สีฟ้า สีน้ำเงินเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีชมพู สีโอโรสเป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี

* สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีเขียวทุกชนิด (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต) เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันเสาร์

* อายุย่าง 22 , 31 , 40 , 49 , 58 และ 67 ปีห้ามซื้อรถสีเทา สีดำ เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง * สำหรับช่วงอายุย่าง 23 , 32 , 41 ,50 ,59 , 68และอายุย่าง 77 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีฟ้า สีน้ำเงิน * และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45 ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีชมพู สีโอโรส เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน * ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด

เห็ดเข็มทองทอดกรอบ ทำง่ายๆ ภายใน 3 นาที อร่อยจนต้องขออีกจาน

 


สูตรทำเห็ดเข็มทองทอดกรอบ ทำง่ายๆ ภายใน 3 นาที อร่อยจนต้องขออีกจาน

เห็ดเข็มทองทำอะไรได้บ้าง? จากที่เคยทำแต่ต้มจืดเห็ดเข็มทองกับเห็ดเข็มทองผัดเนย เมนูอาหารที่คุ้นเคย ลองเปลี่ยนสไตล์มาทำเมนูจากเห็ดเข็มทองอื่นๆ บ้างดีไหม?

วันนี้เราขอนำเสนอเมนู "เห็ดเข็มทองทอดกรอบ" มองแค่ภาพคงไม่อิ่ม ไปจ่ายตลาดกันเถอะค่ะ!

ส่วนผสม

1. เห็ดเข็มทอง

2. แป้งทอดกรอบ 1/2 ถ้วย

3. ไข่ 1 - 2 ฟอง

วิธีทำ

1. ล้างเห็ดเข็มทองให้สะอาด จากนั้นนำมาฉีกเป็นช่อๆ แต่ไม่ต้องฝอยมากนะคะ ใส่ตะแกรงทิ้งไว้ให้น้ำแห้ง

2. ตอกไข่ใส่จาน หรือถ้วยแล้วแต่สะดวก ตีจนไข่แดงและไข่ขาวเข้ากัน

3. จากนั้นนำเห็ดเข็มทองที่เตรียมไว้จุ่มลงไปในไข่

4.นำเห็ดเข็มทองมาคลุกแป้งให้ทั่ว

5. ใส่น้ำมันลงในกระทะตั้งไฟจนร้อน หลังจากนั้นก็เอาเห็ดเข็ม ลงไปทอดไฟไม่ต้องแรงมากนะค่ะ เดี๋ยวไหม้

6. ทอดพอให้เหลือง ก็นำขึ้นมามาพักไว้ก่อนนะคะ

7. จากนั้นปรุงรสได้ตามใจชอบเลยจ้า

ว้าว! พอเห็นเมนูเห็ดเข็มทองทอดกรอบแล้ว อยากบอกว่าท้องร้องหนักมาก ยิ่งตอนบ่ายบรรยากาศชวนง่วงแบบนี้ต้องจัดสักหน่อยแล้ว

10 ประโยชน์ “เห็ดเข็มทอง”

1. ช่วยดักจับไขมันส่วนเกินในเลือด จึงช่วยลดน้ำหนักได้ และยังป้องกันโรคอ้วนได้อีกด้วย

2. ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น

3. บำรุงผิวพรรณให้มีน้ำมีนวลขึ้น

4. ช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย

5. รักษาโรคตับ กระเพาะอาหาร และลำไส้เรื้อรัง

6. มีสารเฟรมมูลิน (Flammulin) ที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

7. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย

8. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

9. บำรุงสมอง เสริมสร้างความจำให้ดีขึ้น

10. กระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญในร่ายกาย ช่วยให้ร่างกายดูดซับสารอาหารได้ดียิ่งขึ้น

สูตรการทำต้มยำปลาทูสดน้ำใส น้ำซุปรสแซ่บ ทำง่ายได้ที่บ้าน

 


สูตรต้มยำปลาทูสดน้ำใส น้ำซุปรสแซ่บ ทำง่ายได้ที่บ้าน

ตอนเย็นๆ อากาศก็เย็นๆ ฝนตกปรอยๆ เลยคิดเป็นเมนูนี้ขึ้นมา คือ ต้มยำปลาทูน้ำใส ทานน้ำซุปร้อนๆ เอ่ออออ แค่คิดก้อฟินแล้วนะคะ เดินตลาดอยู่สักพักเจอปลาทูสดๆ โอ้ย ช่างเป็นใจสะจริงๆเลย เนื้อแน่นๆ อย่ารอช้า ไปทำกันเลยดีกว่าคะ

ส่วนผสมและเครื่องปรุงของต้มยำปลาทูน้ำใส

- ปลาทูสด 3 ตัว

- หอมแดงทุบๆ 2-3 หัว

- ข่าหั่นเป็นแว่นๆ 3-5 ชิ้น

- ตะไคร้หั่นเป็นท่อน 1 ต้น

- พริกขี้หนูเขียวทุบๆ 15-20 เม็ด

- น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

- น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

- น้ำสะอาด 5 ถ้วย

- ต้นหอม ผักชี 2 ต้น

วิธีทำต้มยำปลาทูน้ำใส

- ขั้นตอนแรกคือนำมาทูสด มาขวักไส้ออก ล้างน้ำให้สะอาด แล้วบั้งที่ตัวปลา พักไว้ให้สะเด็ดน้ำเตรียมไว้คะ

- จากนั้นก็ตั้งหม้อ ใช้ไฟปานกลางค่อนไปทางแรงนะคะ ใส่น้ำสะอาดลงไป รอให้เดือด เราจะใส่ ข่า ตะไคร้ ลงไป

- เราจะปรุงรสด้วยน้ำปลาก่อนนะคะ รอให้น้ำเดือด เราจะใส่ปลาทูสดลงไป ต้มจนกว่าปลาสุกนะคะ ใหม่จะใส่น้ำมะนาวลงไป แล้วลองชิมรสชาติดูคะว่าพอดีรึยัง สามารถปรุงตามความชอบได้เลยนะคะ ถ้ารสชาติพอดีแล้ว ใหม่จะใส่ต้นหอม ผักชีลงไป แล้วปิดไปคะ เสร็จแล้วค้าาา ต้มยำปลาทูน้ำใสของเรา

***ลองทำดูนะคะ จะเปลี่ยนเป็นปลาแบบอื่นก็ได้เลยคะ หรือจะใส่ผัก เป็นเห็ดฝางหรือมะเขือเทศก็ได้นะคะ ***

เคล็ดลับการเลือกปลาทู

การเลือกซื้อปลาทูนึ่งนั้น ให้พิจารณาดังนี้ ตัวจะสั้น ป้อม แบน ตาใส สีของปลาจะใส ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงินแกมเขียว หรือสีขาวของส่วนล่างก็ตาม กด เนื้อจะนิ่ม มีมันสีเหลืองเยิ้มอยู่ตามตัว ถ้าเนื้อแข็งแสดงว่าปลาไม่สด และเค็มเกินไป

ปลาทูเป็นแหล่งของสารอาหารประเภทโปรตีนอย่างดี จะเห็นได้ว่า ในปลาทูสด 100 กรัม มีคุณค่าทางสารอาหารคือ

พลังงาน 140 แคลอรี่

โปรตีน 20 กรัม

ไขมัน 6.7 กรัม

แคลเซียม 170 มิลิกรัม

ฟอสฟอรัส 60 มิลลิกรัม

เหล็ก 11.9 มิลลิกรัม

วิตามินบี1 0.03 มิลลิกรัม

วิตามินบี2 0.62 มิลลิกรัม

ไนอะซิน 9.2 มิลลิกรัม

วิตามินซี 9.2 มิลลิกรัม

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565

เปลือกแก้วมังกรเหลือๆ ต่อไปนี้อย่าเพิ่งโยนทิ้ง มีประโยชน์มาก


เปลือกแก้วมังกรเหลือๆ ต่อไปนี้อย่าเพิ่งโยนทิ้ง...เพราะมีประโยชน์มาก

เป็นที่รู้ๆ กันว่าสารต้านอนุมูลอิสระมีส่วนช่วยยับยั้งเซลล์ป้องกันริ้วรอยอันเกิดก่อน วัย และเจ้าเปลือกแก้วมังกรที่หลายๆ คนมองข้ามนี่แหละอุดมไปด้วยสารอาหารชนิดนี้ อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมอีกด้วยนะ

โดยปกติแล้วเราทานแก้วมังกรเฉพาะเนื้อแล้วโยนเปลือกทิ้งไป แต่อ๊ะ! เดี๋ยวก่อน! มีงานวิจัยมากมายที่ค้นพบคุณค่าสารอาหารในแก้วมังกร ทั้งอุปโภค บริโภค ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างนั้นลองมาดูกันเลย



ใช้ทำบรัชออน – ลิปสติก

น้อง เมย์ กนกเนตร สุภาศรี นักเรียนชั้นม. 5 โรงเรียนดาราวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ซึ่งทางครอบครัวมีอาชีพเพาะปลูกแก้วมังกร จึงได้ทำการวิจัยค้นคว้าคุณประโยชน์จากเปลือกแก้วมังกร กระทั่งพบว่า สามารถนำมาเป็นส่วนผสมในแป้งฝุ่น บรัชออน รวมถึงลิปสติกได้ด้วย โดยการนำเปลือกแก้วมังกรสีสวยเข้ากับน้ำเปล่า หมักทิ้งไว้ 12 ชั่งโมง ผสมน้ำหมักแก้วมังกรที่มีสีชมพูม่วงสวยๆ เข้ากับแป้งมัน จากนั้นกวนให้สุกแล้วนำไปตากแห้ง แล้วจึงบดให้เป็นผงพร้อมใช้งาน ในจุดนี้สามารถนำไปทำการวิจัยค้นคว้าต่อไปได้

ใช้แทนสีผสมอาหาร

เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยล่ะ เมื่อเราไม่ต้องใช้สีสังเคราะห์ในการทำขนมนมเนยอีกต่อไป เมื่อเรากวนแป้งผสมเปลือกแก้วมังกรให้แห้ง บดเป็นผงพร้อมใช้งาน จากนั้นเราก็นำไปละลายในน้ำเพียงเล็กน้อยก็จะได้สีผสมอาหารจากธรรมชาติแล้ว ล่ะ ซึ่งปัจจุบันชาวบ้าน อ. ดอยสะเก็ด ได้นำสีจากแก้วมังกรไปทำขนมปุยฝ้าย ทับทิมกรอบ วุ้น ซาหริ่ม ปุยฝ้าย ขนมชั้น เป็นต้น

ใช้สีแก้วมังกรย้อมเซลล์ทางวิทยาศาสตร์

เป็น เรื่องที่น่าดีใจมาก เมื่อสีจากเปลือกแก้วมังกร สามารถนำไปย้อมเซลล์ในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ โดยน้องเมย์ทดลองนำไปย้อมพืชใบเลี้ยงเดี่ยว-เลี้ยงคู่ อนาคตอาจนำไปใช้ในห้องแล็ปและอาจทำการย้อมอวัยวะภายในเพื่อตรวจหาโรคทดแทน การใช้สีสังเคราะห์ที่นำเข้าจากต่างประเทศอีกด้วย

ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางประทินผิว

ขณะ นี้กำลังอยู่ในกระบวนการทดลองเพื่อให้สีคงความเข้มข้นเมื่ออยู่ในส่วนผสมที่ เป็นน้ำหรือน้ำมันมากๆ เนื่องจากการทดลองที่ผ่านมาทำให้สีจากแก้วมังกรซีดลงกลายเป็นสีชมพูไม่คง ความเข้มข้นของสีไว้ดังเดิม แต่คาดว่าน่าจะทำหารวิจัยสำเร็จและอาจต่อยอดใช้เป็นสีผสมใน โลชั่น เจลอาบน้ำ ครีม เจล เป็นต้น

กินป้องกันแก่ – สมองเสื่อม

รู้ กันหรือไม่ว่าเปลือกแก้วมังกรอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หนึ่งในนั้นคือสารแอนโทไซนานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเบต้าแคโรทีน 10 เท่า ช่วยต้านออกซิเดชั่น ป้องกันอนุมูอิสระ ชะลอความแก่ และป้องกันสมองเสื่อม รวมถึงโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย

นอกจากนี้สารแอนโทไซยานิ นยังช่วยสร้างความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือด ปกป้องผนังหลอกเลือดแดง ลดความดัน บำรุงผิวให้กระจ่างใสไร้รอยด่างดำ ป้องกันการอักเสบและอาการแพ้ บำรุงข้อต่อให้มีความยืดหยุ่น และบำรุงสายตาต้านรังสี ควบคุมน้ำหนักเป็นต้น

เมนูจากเปลือกแก้วมังกร

รับประทานโดยตรง: คือคว้านเอาด้านในของเปลือกมารับประทานได้เลย

คั้นเป็นน้ำดื่ม: วิธีจะทำให้คุณรับประทานได้ง่ายขึ้น วิธีทำง่ายๆ คือ คว้านเอาด้านในของเปลือกแก้วมังกรมาคั้นรวมกับน้ำ เติมน้ำตาลลง เพียงแค่นี้คุณก็จะได้น้ำผลไม้รสชาติหอม หวาน อร่อย แถมยังช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ

ยำแก้วมังกรแบบคลีน: ง่ายๆ เพียงแค่ฝานเปลือกแก้วมังกรเป็นเส้นบางๆ จากนั้นนำมาคลุกกับน้ำมันงา ผสมซุปไก่สกัดลงไปพร้อม ชิมรสตามชอบ อาจเติมน้ำตาล หรือเกลือเพียงเล็กน้อย แค่นี้ก็ได้อาหารสุดจะคลีนแล้ว

ชุบแป้งทอด: นำเปลือกแก้วมังกรไปหั่นเป็นเส้นตามยาวเหมือนเฟรนฟราย จากนั้นนำไปชุบแป้ง(สำหรับทอด) และทอดด้วยไฟแรง คุณก็จะได้เมนูทานเล่นในวันว่างหรือเป็นกับแกล้มก็เข้ากันดี

แกงส้มเปลือกแก้วมังกร: เมนูนี้ไม่ต่างอะไรจากแกงส้มปกติ เพียงแค่หั่นเปลือกแก้วมังกรเป็นเส้นยาว จากนั้นนำลงไปในหม้อน้ำเดือด ปรุงรสด้วยพริกแกงส้มและเครื่องปรุง คำแนะนำถ้าอยากให้อร่อยควรตำพริกแกงเองใหม่ๆ จะทำให้น้ำซุปเข้มข้นมากขึ้น

ยำเปลือกแก้วมังกรแบบไทย : เมื่อคุณชุบแป้งทอดเปลือกแก้วมังกรไว้ทานเล่นแล้ว อาจจะเพิ่มรสชาติความอร่อยด้วยการปรุงน้ำยำใช้สำหรับราด รสชาติของน้ำยำจะคล้ายกับยำถั่วพูคือใส่กะทิลงไปด้วยจะเพิ่มความ หอม หวาน อร่อย ของยำแก้วมังกรมากยิ่งขึ้น

ข้าวมันไก่สูตรโบราณ พร้อมน้ำจิ้มรสเด็ดอร่อยมาก เหมาะสำหรับทำทานที่บ้าน

 


วิธีทำข้าวมันไก่สูตรโบราณ พร้อมน้ำจิ้มรสเด็ดอร่อยมาก เหมาะสำหรับทำทานที่บ้าน

ข้าวมันไก่ เป็นอาหารที่มีอยู่มากมายทั้งอยู่ตามห้าง ข้างถนน หาทานได้ทั่วไปแถมรสชาติยังอร่อยถูกปากใครหลายคน จนสงสัยว่าวิธีการทำนั้นทำกันยังไง อยากลองไปทำทานที่บ้านบ้างจัง

วันนี้เราเลยอยากจะแนะนำ วิธีการทำข้าวมันไก่ ด้วยวิธีที่อาจจะบอกว่าน่าลองทำกันดูซักครั้งจะได้รู้กรรมวิธีทำ

วัตถุดิบ

1. ไก่ เลือกซื้อแบบเป็นตัวหรือเฉพาะส่วนที่เราชอบทานได้เลย
2. กระเทียม 5 กลีบ
3. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
4. รากผักชี
5. ซีอิ๊วขาว 2-3 ช้อนโต๊ะ
6. กระเทียม 3-4 หัว

ส่วนผสมข้าวของข้าวมันไก่

1. ข้ามหอมมะลิ
2. น้ำซุบไก่ (จากที่ไก่ที่เราต้ม)

วัตถุดิบน้ำจิ้มข้าวมันไก่

1. เต้าเจี้ยว 6 ช้อนโต๊ะ
2. ซิอิ๊วหวาน 1 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
4. ขิงสดหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
5. กระเทียมหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
6. พริกขี้หนูหั่นละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
7. มะนาว 1 ซีก

วิธีทำ

– ตั้งเตาใส่ไก่ลงไปในหม้อเติมน้ำพอท่วมตัวไก่แล้วเติมเกลือ รากผักชี ซีอิ๊วขาว กระเที่ยมลงไป ตั้งไฟปานกลาง ประมาณสามสิบนาที

– คอยตักฟองและไขมันที่ลอยอยู่ออกดูว่าไก่นั้นสุกดีแล้วหรือยังถ้าสุกเกินไปไก่จะไม่อร่อยได้นะต้องดูให้ดีๆ พอสุกดีแล้วให้เรานำไก่มาหั่นเป็นชิ้นๆ สวยงามพอดีคำดูน่าทานจัดเรียงเอาใว้

– เตรียมหม้อหุงข้าวใส่ข้าวหอมมะลิที่เราได้เตรียมเอาใว้ลงไปแล้วเติมน้ำซุปที่เราต้มไก่เมื่อสักครูลงไปในหม้อหนึ่งข้อนิ้วหรือตามที่หม้อหุงข้าวแต่ละบ้านกำหนดเอาใว้

– ระหว่างที่เรารอข้าวสุกนั้นก็หันมาเตรียมน้ำจิ้มข้าวมันไก่แสนอร่อยของเราเองโดยผสมซิอิ๊วขาว ซิอิ๊วดำ น้ำตาล กระเทียม เต้าเจี้ยว มะนาว ขิง และพริกขี้หนูเข้าด้วยกัน

– ลองชิมดูว่ารสชาติถูกปากอร่อยยิ่งกว่าทานที่ร้านหรือยัง ถ้ายังก็เติมเต้าเจี้ยวเพิ่มความเค็ม หรือน้ำตาลเพิ่มความหวานลงไป

– พอข้าวสุกเสริฟพร้อมไก่และน้ำจิ้มให้กับคนที่บ้านได้ทานกันพร้อมหน้า ก็หวังเป็นอย่างยิ่งสำหรับความอร่อยในมื้อนี้ที่สามารถทำทานกันได้ทั้งครอบครัว แถมยังเก็บเอาใว้ทานได้อีกหลายมื้ออีกด้วยนะ

แหล่งที่มา: centerthai.com 

หมี่กะทิอีสาน ทำทานเองที่บ้าน หรือทำขายสร้างรายได้อย่างดี

 


แจกสูตรหมี่กะทิอีสาน ทำทานเองที่บ้าน หรือทำขายสร้างรายได้อย่างดี

หมี่กะทิอีสาน รับประทานพร้อมกับผักพื้นบ้านที่มีรสฝาดออกเปรี้ยวเช่น ผักเมก ผักติ้ว ,ถั่วงอก ,หัวปลีผัก รวมไปถึงพื้นบ้านทั่วไป รับประทานคู่กับพริกทอด็อร่อย เหมาะสำหรับคนชอบรสจัด

ส่วนผสม

พริกแห้งเม็ดใหญ่แช่น้ำหั่นเป็นท่อนๆง่ายแก่การตำเครื่องแกงค่ะ 5-10 เม็ด
เกลือ 1 ช้อนชา
ข่าอ่อนหั่นฝอย 2-3 แว่น
ตะไคร้ 2-3 ต้นหั่นฝอย
กระชาย 2 แง่ง
ผิวมะกรูดเล็กน้อย
รากผักชี 3-4 ต้น
พริกไทยเม็ด 1 ช้อนชา
กระเทียมไทย 5-6 กลีบ
หอมแดง 5-6 หัว
กะปิอย่างดี 2 ช้อนโต๊ะ

ภาพจากfoodtravel

วิธีทำพริกแกงหมี่กะทิอีสานก็ง่ายๆ

นำพริกแห้งลงโคลกก่อนอันดับแรกน่ะค่ะเหยาะเกลือเล็กน้อยจะได้ตำง่ายๆค่ะ แล้วใส่ข่าอ่อน,ตะไคร้,กระชายผิวมะกรูด,พริกไทยเม็ด,กระเทียมไทย,รากผักชี โคลกทุกอย่างให้ละเอียดแล้วเข้ากันค่ะ แล้วขั้นตอนสุดท้ายให้ใส่หอมแดงและกะปิลงไปโคลกเป็นตัวสุดท้ายเพราะว่ามันจะแฉะโคลกให้ละเอียดและเข้ากันก็เป้นอันเสร็จขั้นตอนการทำพริกแกงแดงแล้วค่ะ

มาดูส่วนผสมและวิธีการทำหมี่กะทิกันเลยน่ะค่ะ

เต้าเจี้ยวขาวเอาแต่เนื้อน่ะค่ะ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำเต้าเจี้ยวดำ 1 ช้อนโต๊ะ
หมูบด 1 กิโลกรัม
หางกะทิ 1 กก
หัวกะทิ ครึ่งกก
ถั่วลิสงคั่วโคลกหยาบๆ คั่วเองใหม่ๆน่ะค่ะจะได้หอมๆ
น้ำตาลปิ๊บ 1 ถ้วย
เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ทัพพี
น้ำมะขามเปียก 1 ทัพพี
ไข่ไก่ 4 ฟอง
น้ำปลาอย่างดี 2-3 ช้อนโต๊ะ
เส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก 1 กก
น้ำมันพืชและกระเทียมเล็กน้อยสำหรับเจียวกะเทียมใส่เส้นน่ะค่ะ

ขั้นตอนและวิธีทำน้ำหมี่กะทิอีสาน

อันดับแรกเรานำเต้าเจี้ยวขาวมาตำให้ละเอียดแล้วนำเต้าเจี้ยวดำลงไปโคลกรวมกันพอละเอียดแล้วนำหมูบดลงไปโคลกให้เข้ากันกับเนื้อเต้าเจี้ยว

แล้วนำหมูบดที่โคลกกับเต้าเจี้ยวมาลวกกับหางกะทิ ให้สุกพอประมาณไม่ให้สุกมากเพราะจะทำให้หมูแข็งเกินไป แล้วพักหมูไว้และเก็บหางกะทิที่ลวกหมูเก็บไว้

ตั้งกะทะใส่กะทิ1ถ้วยลงไปเคี่ยวให้แตกมันแล้วนำพริกแกงลงไปเคี่ยวให้หอมใช้ไฟอ่อนน่ะค่ะคนไปเรื่อยแล้วค่อยเติมหัวกะทิเรื่อยๆเพื่อไม่ให้ติดกะทะ รวนไปสักพัก เติมหางกะทิที่ลวกหมูลงไป

แล้วตามด้วยถั่วลิสง และหมูที่ลวกไว้แล้วลงไปแล้วคนไม่ให้จับกันเป้นก้อนน่ะค่ะ

ปรุงรสด้วยน้ำตาลปิ๊บ เกลือ น้ำมะขามเปียก น้ำตาลทราย น้ำปลาอย่างดี ชิมรสให้ออกหวานๆปนเปรี้ยวน่ะค่ะ

ขั้นตอนสุดท้ายก็คือตีไข่แล้วโรยในน้ำกะทิให้เป็นเส้นๆสวยงามเป็นอันเสร็จขั้นตอนค่ะ

ส่วนเส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กให้ลวกในน้ำเดือดจัดให้สุกประมาณ 80% เสร็จแล้วให้นำไปน๊อคน้ำเย็นสะเด็ดน้ำให้แห้งสนิทน่ะค่ะ แล้วก็นำน้ำกระเทียมเจียวมาคลุกกับเส้นเพื่อไม่ให้เส้นติดกัน

หมี่กะทิอิสาน

พร้อมเสริฟได้เลย เมนูนี้สามารถทำทานเองที่บ้าน หรือสามารถนำไปทำเป็นอาชีพสร้างรายได้ผู้เขียนก็ยินดีมากเลยค่ะ 

อย่าระบาย “ทุกเรื่อง” ของตัวเองลง F a c e b o o k ด้วย 5 เหตุผล (ที่น่าลองคิด)


อย่าระบาย “ทุกเรื่อง” ของตัวเองลง Facebook ด้วย 5 เหตุผล (ที่น่าลองคิด )

1. Facebook ไม่มี.. “เพื่อนแท้” ของคุณ
ถ้ามี..คุณโทรหาเขาไปแล้ว

และ… เวลาคุณระบายปัญหาใน Facebook

คนที่อ่าน .. จะมีอยู่สองประเภท

คือคนที่ “สะใจ” กับคนที่ ..”ไม่แคร์”


2. คนอื่นไม่จำเป็นต้องรู้ .. “เรื่องแย่ๆ ” ..ของคุณ
หรือ… ความห่วยแตกของชีวิตคุณ …


มันไม่ได้ทำให้คุณ “ดูดี” .. หรือ .. “เท่ห์ขึ้น”

( เช่นเดียวกับถ้าคุณอวดโอ้มากๆ ก็มีแต่คนหมั่นไส้..เอาพอดีๆ )

3. การเขียนโพสต์ “ของคุณ ” …
บ่งบอกว่าคุณ เป็นคนยังไง .?? ”

ถ้าคุณเขียนแต่เรื่องแย่ๆ คิดลบๆ บ่นมากๆ ใช้ภาษาแย่ๆ

คนที่ .. “สร้างสรรค์”.. เขาจะมองว่าคุณ .. “ไม่สร้างสรรค์”

( นอกจากพวกเดียวกันอาจชอบมาก..!! )

4. มีคนที่เป็นผู้ใหญ่พอ ” .. ที่จะรู้ว่า
“ ชีวิตคุณแย่ ” .. ก็เพราะคุณเป็น.. คนแย่ๆ …

ถ้าคุณคิดเป็น .. บริหารชีวิตเป็น .. ชีวิตคุณจะดี

ดังนั้น… ทุกปัญหาที่คุณโพสต์ ” บอกคนอื่น” …

บ่งบอกให้เห็นถึง .. “ความไม่ได้เรื่อง”.. ของตัวคุณเอง

5. มัวแต่นั่ง .. “เขียน”.. โพสต์ไปวันๆ
จะไม่ได้ .. “คิด”.. และ .. “ทำ”.. อะไรให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น

เอาเวลาไปคิด.. และทำอะไรๆ ที่สร้างสรรค์ … และแก้ปัญหาของคุณดีกว่า

เพราะ … “ บ่น ” .. ใน #Facebook …

ไม่ได้ .. “ เปลี่ยนแปลง ” … อะไรในชีวิตจริงๆ ของคุณเลย …

. . รู้ทั้ง 5 เหตุผลนี้แล้ว . .
วันนี้ก็ไม่ต้องโพสต์ .. หรือ .. โพสต์ .. “เรื่องดีๆ” ..

อย่างน้อย… ถึงคุณไม่แคร์…

ที่จะเป็นส่วนหนึ่ง .. ที่ทำให้โลก Social ดีขึ้น

มันก็ทำให้ .. “โลกของคุณ”.. ดีขึ้น … ไม่มาก..ก็น้อย

ขอบคุณข้อมูล : Baandede

ขาหมูต้มแซ่บ


 

ต้มยำ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นอาหารประจำชาติไทยเรา เรามีต้มยำหลากหลายเมนูมาก ไม่ว่าจะเป็น ต้มยำกุ้ง ไก่ ปลา หมู ล้วนมีขั้นตอนที่ไม่แตกต่างกัน จะต่างกันที่วัตถุดิบเล็กน้อยเท่านั้น เคล็ดลับของต้มยำคือ น้ำต้องเดือด แล้วจึงจะใส่เนื้อสัตว์ ส่วนการปรุงรส ก็อยู่ที่ความชอบ เมนูนี้เราจะนำเสนอ ต้มยำขาหมู ที่หลาย ๆ ท่านเห็นแล้วก็อดไม่ได้ กับความมัน นุ่มลิ้น ของขาหมูที่เปื่อยกำลังดี

เครื่องปรุง

-  ขาหมูเผา 400 กรัม หั่นเป็นชิ้นๆ

-  หัวหอมแดง 5 หัว ทุบให้แตก

-  กระเทียม 1 หัว ทุบให้แตก

-  ข่าหั่นแว่น 1/2 ถ้วย

-  ตะไคร้หั่นท่อน 1 หัว

-  พริกแห้งคั่วบดหยาบ 7-9 เม็ด

-  เห็ดนางฟ้า 100 กรัม

-  น้ำมะขามเปียก 1/2 ถ้วย

-  มะเขือเทศลูกใหญ่ 1 ลูก หั่นเป็นชิ้นใหญ่

-  เกลือ

-  มะนาว น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ

-  ต้นหอม ใบมะกรูด ผักชีฝรั่ง สะระแหน่ สำหรับโรยหน้า

-  น้ำเปล่า


วิธีทำ



-  ต้มขาหมู ใส่น้ำให้ท่วม ใสเกลือประมาณ 1 ช้อนชา เคี่ยวประมาณ 40 นาที คอยตักฟองออกให้หมด


-  พอขาหมูเปื่อยดี ใส่ข่า ตะไคร้ หัวหอม กระเทียม พอน้ำเดือดอีกครั้งใส่เห็ดนางฟ้า ต้มต่อจนเดือด ใส่มะเขือเทศ


-  ใส่น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา พริกแห้งคั่ว


-  ใส่ต้นหอม ใบมะกรูด ผักชีฝรั่ง สะระแหน่ ยกลงทันที ตักใส่ถ้วยเสิร์ฟ บีบมะนาวลงไปอีกเพื่อเพิ่มความแซ่บ


ขอบคุณภาพประกอบจากคุณ Pachaporn Siritanaphonchai

สูตรเปาะเปี๊ยะทอด ทำขาย กำไรดี กรอบนานไม่อมน้ำมัน ไส้อร่อยมาก

 

สูตรเปาะเปี๊ยะทอด ทำขาย กำไรดี กรอบนานไม่อมน้ำมัน ไส้อร่อยมาก 

สวัสดีเพื่อนๆกันอีกครั้งวันนี้มีเมนูของว่างทานเล่นมาฝากกันอีกแล้ว ใครที่ชอบทานปอเปี๊ยะทอดไม่ควรพลาดเลยค่ะ ถึงเมนูนี้จะเป็นเมนูที่หาทานค่อนข้างง่ายไปที่ไหนก็มีให้ทาน แต่จะหาร้านที่ทำอร่อยๆ ไส้แน่นๆเครื่องถึงๆนั้นค่อนข้างจะหายาก

วันนี้เราเลยจะมาชวนทำทานเองกันซะเลย อยากได้ไส้เยอะแค่ไหนก็สามารถใส่ไปได้เลยไม่ต้องกั๊ก ส่วนช่วงนี้ใครที่กินเจ เราก็มีอีกสูตรให้ลองทำกันค่ะเป็นปอเปี๊ยะทอดสูตรเจ ใครชอบทานสูตรไหนก็สามารถเลือกทำได้เลยค่ะ พร้อมแล้วเราไปเข้าครัวกันเลย

สูตรปอเปี๊ยะทอด

ส่วนผสมปอเปี๊ยะทอด

• หมูสับ

• น้ำเปล่า (สำหรับรวนหมู)

• เกลือป่น

• พริกไทยป่น

• กะหล่ำปลีซอย

• แครอทซอย

• ซีอิ๊วขาว

• ซอสถั่วเหลือง

• ซอสหอยนางรม

• น้ำตาลทราย

• แป้งข้าวโพดละลายน้ำ

• ไข่ไก่

• แผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะ

• วุ้นเส้น

• น้ำมันพืช (สำหรับทอด)

• น้ำจิ้มไก่

• มะเขือเทศ (หั่นเป็นแว่น)

• ต้นหอมสำหรับแต่ง

วิธีทำเปาะเปี๊ยะทอด

1. ใส่น้ำลงในกระทะเล็กน้อย ใส่หมูลงไป ปรุงรสด้วยเกลือป่นและพริกไทยป่น รวนจนหมูสุก ตักขึ้นใส่ถ้วย เตรียมไว้

2. ใส่กะหล่ำปลีและแครอทลงผัดในกระทะพอสุก

3. ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซอสถั่วเหลือง ซอสหอยนางรม และน้ำตาลทราย ผัดให้เข้ากัน จากนั้นเติมแป้งข้าวโพดละลายน้ำลงไป ผัดให้เข้ากัน

4. ใส่วุ้นเส้นสดลงผัด ตามด้วยหมูที่รวนไว้ ผัดให้เข้ากัน ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้

5. ตีไข่ไก่พอเข้ากัน เตรียมไว้สำหรับทาแป้งเปาะเปี๊ยะ

6. ตักส่วนผสมไส้วางลงบนแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะ

7. ค่อย ๆ ห่อแป้งให้สวยงาม โดยทาไข่ไก่ที่ตีไว้ที่ริมแผ่นแป้งเพื่อยึดให้แป้งติดกัน

8. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ นำเปาะเปี๊ยะลงทอดจนสุกเหลือง

9. ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน หั่นเป็นชิ้น ๆ แต่งด้วยมะเขือเทศและต้นหอมให้สวยงาม เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มไก่

เป็นยังไงกันบ้างค่ะสำหรับสูตรปอเปี๊ยะทอดด้านบน ส่วนใครที่ไม่ทานเนื้อสัตว์เพราะช่วงนี้เป็นช่วงการกินเจ ก็สามารถชมสูตรด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ

 

ปอเปี๊ยะทอดสูตรเจ

ส่วนผสม


1. แป้งปอเปี๊ยะ

2. กะหล่ำปลีหั่นฝอย

3. แครอทหั่นเป็นเส้นๆบางๆ

4. ข้าวโพดอ่อนหั่นเป็นแว่นบางๆ

5. เห็ดหอมแช่น้ำหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

6. วุ้นเส้นแช่น้ำแล้วตัดเป็นเส้นสั้นๆ

7. ซีอิ๊วขาว

8. น้ำมันงา

9. น้ำตาลทราย

10. ซอสหอยนางรมเจ

วิธีการทำ

1. ตั้งกระทะพอร้อนใส่น้ำมันพืชลงไป ใส่นิดเดียวนะค่ะ เอาผักต่างๆ และเห็ดหอมลงมาผัด

2. ปรุงรสด้วย ซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรมเจ น้ำมันงา น้ำตาลทราย ใส่วุ้นเส้นลงมาผัดๆ คลุกๆให้เข้ากันกันพอผักและวุ้นเส้นสุกนิ่มแล้วยกลง

3. พอไส้ที่ผัดไว้เย็น ลงมือห่อกับแป้งปอเปี๊ยะเลย แผ่แผ่นปอเปี๊ยะออก เอาด้านที่เป็นสามเหลี่ยมแหลมๆหั่นเข้าหาตัว ใส่ไส้กลางๆพับปลายสามเหลี่ยมปิดไส้ แล้วพับด้านข้างทั้งสองข้างจากนั้นม้วนไปจนสุด

4. แตะน้ำหรือแป้งข้าวโพดผสมกับน้ำเล็กน้อยระหว่างรอยต่อเพื่อไม่ให้เวลาทอดแล้วแผ่นแป้งหลุดออก

5. เอาลงทอดให้เหลือดกรอบ ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน กินกับน้ำจิ้มบ๊วยหรือน้ำจิ้มเผ็ด-หวานแบบที่มีถั่วอะค่ะ

เป็นยังไงกันบ้างค่ะกับทั้งสองสูตรปอเปี๊ยะทอดที่เรานำมาฝาก เพื่อนๆก็ลองเอาไปทำกันดูนะค่ะ สามารถทำทานกันเองที่บ้าน หรือจะนำไปทำขายก็ไม่ว่ากัน แล้วยิ่งทานคู่กับใบโหรพายิ่งอร่อยมากขึ้นไปอีก

อย่าเสียเวลา เถียงกับคนไร้เหตุผล ข้อคิดดีๆที่ตรงใจมาก

 

อย่าเสียเวลา เถียงกับคนไร้เหตุผล 

พูดไปก็เท่านั้น เถียงไปก็ไม่ชนะ ถ้าวันหนึ่งเราต้องทำงานร่วมกับคนชอบเถียงข้างๆ คูๆ หรือเจอคนในชีวิตประจำวันที่มีเหตุต้องประทะคารมกันจนไม่ได้ข้อสรุป การนิ่งเฉย ปล่อยให้เขาพูดไปอาจจะเป็นวิธีการหนึ่งที่จบเรื่องนี้ได้ แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่จะช่วยดึงสติคุณให้กลับมาโดยไม่ต้องต่อความ ต่อคารมให้ยืดยาว

>> หยุดเถียงแล้วหาหลักฐานมายัน

ถ้าคุยกันด้วยเหตุผลไม่ฟัง ก้อต้องโต้แย้งด้วยหลักฐาน ไม่ใช่จะเอาผิดหรือเปิดโปงคนคนนั้น แต่เพราะหาข้อสรุปสุดท้ายไม่ได้สักที จนต้องมีเอกสาร หลักฐานต่างๆ มายัน อย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธ เพราะฉะนั้นจงใช้หลักฐานที่เห็นได้ชัดและเชื่อถือได้เมื่อคุยกับเขา

>> โต้เถียงเรื่อง “ไอเดีย” ของตัวเอง

หากเถียงกันในเนื้องาน อย่าพูดเรื่องไอเดียของคนอื่นไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ ให้วิจารณ์เฉพาะในส่วนของตัวเรา แต่โฟกัสที่หัวข้อการพูดคุยและโต้เถียงกันในเรื่องที่เป็นประโยชน์จะดีกว่า เพราะบางครั้งการถกเถียงนั้นก็เป็นเรื่องดีที่ทำให้เห็นมุมมองของคนอื่น ที่มีต่อเรื่องเดียวกัน

>> อย่าใช้คำว่า “คุณ”

ไม่ใช่เพราะไม่สุภาพ แต่การพูดในคนที่ระดับอายุเดียวกัน การใช้คำว่า “คุณ” อาจเป้นการสร้างความแตกแยกเชิงความคิด แต่หากใช้คำว่า “เรา” จะช่วยให้เกิดความรู้สึกเป็นกันเอง เป็นพวกเดียวกันได้มากขึ้น

>> รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะหยุด 

หนทางที่ดีที่สุดในการโต้เถียงกับคนที่ไร้เหตุผล คือการ “หยุด” หลายครั้งคนเหล่านี้มักหาเรื่องพูดเถียง เพื่อให้ตัวเองเป็นฝ่ายชนะ หากคุณไม่ยอมหยุด และพยายามหาเรื่องที่จะเอาชนะพวกเขาได้มากขึ้น นั่นเป็นสิ่ที่ชี้ชัดว่าคุณก็ไม่ต่างอะไรกับคนไร้เหตุผลคนหนึ่งเท่านั้นเอง

บริบทของการเถียงกันแตกต่างกันไป ถ้าเป็นเรื่องงานแล้วเถียงเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ลงตัว เราก็ควรจะใช้ไอเดียเถียงกันให้จบในที่ประชุม แต่ถ้าเถียงด้วยเรื่องส่วนตัว คุณก็ควรจะช่างน้ำหนักความเหมาะสมที่จะหยุด หรือหาหลักฐานมายันให้คลี่คลายไปด้วยดีเท่านั้นเอง 

ข้าวเหนียวปิ้งใส้เผือก (สูตรโบราณเตาถ่าน) ทำกินก็ง่าย ทำขายกำไรงาม

 


วิธีทำข้าวเหนียวปิ้งใส้เผือก ทำกินก็ง่าย ทำขายลงทุนน้อยกำไรงาม (สูตรโบราณเตาถ่าน)

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา การทำมาหากินยากลำบากแบบนี้ นอกจากการประหยัดอดออม เราจำเป็นต้องขยันหารายได้เพิ่มด้วยนะคะ เพื่อให้อยู่รอดโดยไม่เดือดร้อนคนอื่น และวันนี้แอดมินมีอีกหนึ่งไอเดียที่คิดว่าน่าจะสามารถ นำไปต่อยอดสร้างอาชีพเพิ่มรายได้อีกทาง

นั่นก็คือการทำข้าวเหนียวปิ้งใส้เผือก ซึ่งเป็นขนมไทยๆที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่หลายคนยังไม่รู้ว่าวิธีการทำเป็นอย่างไรบ้าง แอบกระซิบนิดนึงว่าขนมข้าวเหนียวปิ้งนี้ ใช้ต้นทุนน้อยได้กำไรงามทีเดียว ใช้เงินลงทุน : ประมาณ 4,000 บาท (รถเข็น 3,000 บาท เตาถ่านและตะแกรง 100 บาท)

วัสดุอุปกรณ์ : รถเข็น เตาถ่าน และตะแกรงสำหรับย่าง กระทะ หม้อ กะละมัง ทัพพี ถาด คีมที่คีบห่อข้าวเหนียว มีด ลังถึง ใบตอง ไม้กลัด

แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ : ร้านขายอุปกรณ์เครื่องครัว ตลาดและห้างสรรพสินค้าทั่วไป

ส่วนผสมข้าวเหนียวมูน

1. ข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม

2. กะทิ 500 กรัม

3. น้ำตาลทราย 300 กรัม

4. เกลือ 1 ช้อนชา

5. น้ำสะอาด

วิธีทำ

1. นำข้าวเหนียวมาล้างให้สะอาด แล้วแช่น้ำไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง จึงนำไปนึ่งให้สุก ใช้เวลานึ่งประมาณ 45 นาที

2. นำกะทิ น้ำตาลทรายและเกลือ มาผสมคนให้เข้ากันแล้วเทราดข้าวเหนียวที่นึ่งสุกใหม่ๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง หรือจนกว่าข้าวเหนียวจะดูดน้ำจะแห้งหมด จะได้ข้าวเหนียวมูนรสหวานมัน

ส่วนผสมไส้เผือก

1. เผือก 1 กิโลกรัม

2. กะทิ 500 กรัม

3. น้ำตาลปี๊บ 500 กรัม

วิธีทำ : นำเผือกมาปอกเปลือก ล้างให้สะอาดนำไปนึ่งให้สุก แล้วนวดบดให้ละเอียด ใส่กะทิและน้ำตาลปี๊บตามอัตราส่วน กวนด้วยไฟอ่อน ๆ จนเข้าเนื้อหรือจนกว่าจะร่อนไม่ติดกระทะยกขึ้นผึ่งให้เย็น

วิธีห่อข้าวเหนียว

นำใบตองที่เช็ดสะอาดแล้ว ฉีกให้ได้ขนาดกว้างประมาณ 4 นิ้ว จากนั้นนำม้วนเป็นรูปกรวยใส่ข้าวเหนียวมูนลงในใบตองพอประมาณ ตักไส้ใส่เล็กน้อย แล้วใส่ข้าวเหนียวปิดทับลงไปอีกชั้นหนึ่ง พับใบตองปิด กลัดด้วยไม้กลัด ตัดแต่งใบตองให้เรียบร้อย นำไปปิ้งด้วยไฟอ่อนๆ จนเหลืองหอม ใช้ที่คีบกลับด้านจนห่อข้าวเหนียวที่ปิ้งสุก พร้อมเสิร์ฟหรือนำไปขายได้แล้วจ้า

หวังว่าจะเป็นไอเดียแนวทางสร้างอาชีพให้กับแฟนเพจและผู้สนใจทุกท่านนะคะ อย่าลืมไปลองทำกันดูนะ ถ้าคิดว่ามีประโยชน์ก็แชร์เป็นวิทยาทานได้จ้า

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก.Food In LOVE

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565

สูตรน้ำซุปต้มเลือดหมู ทำอย่างไรให้หอม อร่อย น้ำซุปเข้มข้น

 


สูตรน้ำซุปต้มเลือดหมู ทำอย่างไรให้หอม อร่อย น้ำซุปเข้มข้น ทำกินเองอร่อยสุดๆ

เทคนิคการทำน้ำซุปต้องใสและกลมกล่อม ธุรกิจการขายต้มเลือดหมู ที่ทำให้อร่อยสามารถสร้างรายได้มากมายถึงขั้นรวยๆ เป็นเศรษฐี!

การทำน้ำซุปให้เตรียมส่วนผสมดังนี้

1. กระดูกหมู 2 ข้อ

2. พริกไทยเม็ด 2 ช้อนชา

3. รากผักชีทุบ 10 ราก

4. กระเทียม 3 หัว

5. น้ำสะอาด

6. น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ

7. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

8. เกลือ 1 ช้อนชา

ขั้นตอนการทำน้ำซุป

1. ใส่กระดูกหมูลงไปในหม้อต้ม แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปให้ท่วมกระดูกหมู เปิดไฟแรง เมื่อเดือดแล้วก็นำเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ใส่ลงไป

2. เมื่อเดือดแล้วจะมีฟองเกิดขึ้น ให้คอยตักฟองออกไป เมื่อเดือดสักพักก็ดับเตาแก๊สได้

3. ยกหม้อลงจากเตา ตักส่วนที่เป็นกระดูกออก กรองน้ำซุปให้มีความใส

การเตรียมส่วนผสมเพื่อประกอบเมนูต้มเลือดหมู

1. เลือดหมูต้มสุก 1 ก้อน

2. ตับหมู 100 กรัม

3. กระเพาะหมู 100 กรัม

4. เนื้อหมูสับ 100 กรัม

5. ใบคื่นช่าย 1 ต้น

6. ใบตำลึงหรือปวยเล้ง ½ ถ้วย

7. พริกไทยป่น

8. กระเทียมเจียว

9. ตังฉ่าย 1 ช้อนชา

ต่อไปก็มาถึงตอนสำคัญแล้ว สิ่งที่ต้องมีคือต้องมีหม้ออยู่ 3 ใบ คือหม้อที่ต้มน้ำซุป หม้อลวกเครื่อง หม้อปรุง

วิธีการทำต้มเลือดหมู ให้ทำตามลำดับดังนี้ครับ

1. ตั้งหม้อต้มน้ำให้เดือด แล้วใส่หมูสับ กระเพาะหมู ตับหมู ลงไปลวกด้วยกระชอนเพื่อให้สุก แล้วตักขึ้นมาพักไว้ในจานหรือชาม

2. นำปวยเล้งและใบตำลึงลงไปลวก แล้วก็ตักมาพักไว้

3. ใช้หม้อปรุงอีกใบหนึ่ง ตักน้ำซุปที่เตรียมไว้ลงไป แล้วตั้งไฟกลาง นำเลือดหมูลงไปต้มในน้ำซุปแล้วตักใส่ชาม นำเครื่องที่พักไว้ตามข้อ 1 และ 2 ใส่ตามลงไป

4. ใส่ตังฉ่ายโรยหน้าแล้วตักน้ำซุปราดลงไปให้ท่วม ตักกระเทียมเจียวโรยหน้า และใบคื่นช่ายสด 3-4 ใบ โรยพริกไทยทั่ว ๆ เท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว

แม้ว่ากระบวนการทำนั้นจะดูว่ามีขั้นตอนมาก แต่ถ้าทุกอย่างลงตัว เตรียมพร้อมแล้ว ขั้นตอนการทำก็ไม่ยากเลย สังเกตจากร้านที่ขายต้มเลือดหมูจะมีหม้อลวก หม้อน้ำซุปและหม้อสำหรับปรุง ถ้าทำเองก็ควรจะทำให้กินกันได้ทั้งครอบครัว จะเป็นการคุ้มค่ากว่าเพราะลงมือทำทีเดียวกินได้หลายคน

ในชีวิตจริง คนไม่มีลูกนั้น ถือว่าเป็นคนมีบุญมาก เพราะเหตุผลนี้


เป็นบทความดีๆ ที่ในชีวิตจริง คนไม่มีลูกนั้น ถือว่าเป็นคนมีบุญมาก เพราะเหตุผล

เชื่อว่าหลายคนคงคิดที่อยากจะมีลูก แต่ถ้าหากคุณได้อ่านเรื่องราวต่อไปนี้แล้วนั้น ในบางครั้งคุณอาจจะเปลี่ยนความคิดใหม่ไปในทันที

เพราะว่าในวันนี้เราจะพาเพื่อนๆทุกคนไปพบกับเรื่องราวเกี่ยวกับคำพูดที่ว่า “คนที่ไม่มีลูก ถือว่าเป็นคนที่มีบุญมากแล้ว” เป็นเพราะอะไรในวันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน



คนที่ไม่มีลูกเรียกว่าเป็นคนมีบุญ จริงหรือ?


ถาม : คือตัวดิฉันเองไม่มีลูกเป็นของตัวเอง ที่เป็นแบบนี้เป็นเพราะลูกไม่มีบุญใช่ไหมเจ้าคะ

พระอาจารย์ : มีซิโยม คนที่ไม่มีลูกจะเป็นคนที่ไม่มีบุญได้อย่างไร อาตมาบอกไว้ตรงนี้เลยว่า คนที่มีลูกนะเป็นคนที่มี

กรรม ให้ลองถามเขาดูสิ

ถาม : ทำไมคนที่มีรูปถึงมีกรรมล่ะครับ / คะ

พระอาจารย์ : ก็เพราะว่าเลี้ยงลูกมันเป็นทุกข์ยังไงล่ะ เดี๋ยวลูกก็ดื้อ เดี๋ยวลูกก็ไม่เชื่อฟัง ทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ ลูกจะไปทำอะไรให้เกิดความเสียหายขึ้นมา สุดท้ายแล้วพ่อแม่ก็จะกลายเป็นทุกข์เปล่าๆ พ่อแม่ก็ต้องมาคอยรับผิดชอบ คอยรับกรรมที่ลูกได้ก่อ ค่อยจ่ายเงินจ่ายค่าเสียหาย ลูกก็ไม่ใช่ของสนุกเลย

ต้องหาเงินหาทองมาให้มีใช้อยู่ตลอดเวลา ลูกนี่ไม่ต้องหาเลยใช่ไหม อยากจะได้เงินอะไรก็แบมืออย่างเดียวขออย่างเดียว พ่อแม่นี่กว่าจะหาเงินมาได้สักบาทนี่ต้อง เหนื่อยยาก ถ้าไม่มีลูกก็ไม่ต้องมาหาเงินมาเลี้ยงลูกให้เหนื่อยยาก เนี่ยเขาถึงเรียกว่าเป็นทุกข์ คนที่ไม่มีลูกหน่ะเรียกว่าเป็นคนมีบุญ เราอย่าไปมี

ลูกล่ะเข้าใจไหม เราเป็นลูกก็ได้แต่อย่าไปมีลูกก็แล้วกัน โตไปก็บวช บวชแล้วสบายไม่ต้องมาเลี้ยงลูกให้ทุกข์

ถาม : ถ้ามีคนสองคน คนหนึ่งมีลูกแล้วอีกคนนึงไม่มีลูก คนที่มีลูกเขาก็เลี้ยงลูกไปด้วยความทุกข์แล้วก็แก่ไปทั้งคู่ แล้วตอนบั้นปลายชีวิตคนที่มีลูกเขาได้ลูกดีก็จะดูแลพ่อแม่ยามเจ็บไข้ได้ป่วย แต่คนที่ไม่มีลูกก็ไม่มีคนดูแล แล้วใครจะมีกรรมมากกว่ากันคะ

พระอาจารย์ : คนที่ไม่มีลูกหน่ะสบาย เพราะจะได้พึ่งตนเองได้ จะรู้จักพึ่งตนเอง ถ้าพึ่งไม่ได้ก็จากไป ก็ไม่เป็นไรยังไงก็ต้องไปอยู่ดี แล้วก็โอกาสที่จะได้ลูกดีมันก็มีน้อยมากโอกาสได้ลูกไม่ดีมันจะมีมากกว่า แล้วจะมาเสียอกเสียใจมากกว่าคนที่ไม่มีลูก คนที่ไม่มีลูกเขาก็ต้องเตรียมตัวพึ่งตัวเขาเอง เมื่อเขาไม่มีใครมาพึ่งแล้วเขาอยู่กันได้ เขาก็พร้อมที่จะไป

อย่างเป็นพระนี่ก็ไม่มีลูกใช่ไหม ก็เตรียมตัวเตรียมใจจากไปอยู่เรื่อยๆ ถึงเวลาไปก็ไป ลูกศิษย์มันจะดูแลหรือไม่ดูแลก็ช่วยไม่ได้ มันก็บังคับให้เราต้องพึ่งตัวเอง หากชอบใจอย่าลืมส่งต่อให้คนที่คุณรัก สาธุ สาธุ

ต้นไม้ถ้าลูกมันรสไม่ดี ก็มีแต่คนจะโค่นต้นทิ้ง

ไม่มีใครคิดจะบำรุงรักษาไว้ ตรงข้ามถ้าลูกมันรสดี ทั้งหวานทั้งมัน

เจ้าของก็อยากใส่ปุ๋ยรดน้ำพรวนดิน ทะนุถนอมให้คงต้นอยู่นานๆ

ต้นไม้จะอายุยืนได้รับการบำรุงรักษาดีเพียงไร ขึ้นอยู่กับลูกของมัน

คนเราก็เช่นกัน ถ้าลูกทำดี คนทั้งหลายก็ชมมาถึงพ่อแม่ว่าเลี้ยงลูกดี

ความสุขกายสบายใจก็ติดตามมาเพราะลูก

บุญกุศลความดีก็ไหลมาเพราะลูก แต่ถ้าลูกทำชั่ว

คนทั้งหลายก็แช่งด่ามาถึงพ่อแม่ด้วยเหมือนกัน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ว่า สิริมงคลของคนที่เป็นพ่อแม่อยู่ที่ลูก

และในทางตรงข้าม ถ้าไม่ป้องกันแก้ไขให้ดีแล้ว

อั ปมงคลก็จะมาจากลูกนั่นเหมือนกัน

ประเภทของบุตรแบ่งโดยความดีในตัวได้เป็น ๓ ชั้น ดังนี้

๑. อภิชาตบุตร คือบุตรที่ดีมีคุณธรรมสูงกว่าบิดามารดา เป็นบุตรชั้นสูง สร้างความเจริญแก่วงศ์ตระกูล

๒. อนุชาตบุตร คือบุตรที่มีคุณธรรมเสมอบิดามารดา เป็นบุตรชั้น กลาง ไม่พอรักษาวงค์ตะกูลไว้ได้

๓. อวชาตบุตร คือบุตรที่เลว มีคุณธรรมต่ำกว่าพ่อแม่ เป็นบุตรชั้นต่ำ นำความเสื่อมเสียมาสู่วงศ์ตระกูล

แบ่งปันสูตรผัดไทยโบราณ รสชาติเข้มข้น เส้นเหนียวนุ่ม ปลอดผงชูรส

 


สูตรผัดไทยโบราณ รสชาติเข้มข้น เส้นเหนียวนุ่ม ปลอดผงชูรส

วันนี้เรามีเมนูอาหารจานเดียวยอดนิยม หรือเรียกได้ว่าเป็นอาหารประจำชาติเลยก็ว่าได้ คนต่างชาตินั้นเวลามาเที่ยวเมืองไทยก็จะนึกถึงต้มยำกุ้งหรือไม่ก็ผัดไทยนี่หละค่ะ

แต่การจะหาผัดไทยที่อร่อยๆเครื่องถึงนั้นก็หาได้ยาก บางร้านก็ผัดแบบเน้นเส้นจนมองไม่เห็นเครื่อง บางร้านก็ผัดไม่พอดี แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดถ้าเรามาผัดทานเอง ซึ่งวิธีและขั้นตอนก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย เดียวเรามาทำไปพร้อมกันเลยค่ะ

ส่วนผสม
​​
- ​ซอสผัดไทย

- เส้นเล็ก(หรือเส้นจันท์) แช่น้ำจนนิ่ม

- ​​ถั่วงอกดิบ

- กุ่ยช่ายหรือ ต้นหอม(ส่วนตัวคนทำชอบต้นหอมคร้า)

-ไข่เป็ด1 ฟอง

- ​​น้ำมัน(สำหรับผัด)

- ​​ถั่วลิสงคั่วบด (ตามชอบ)

- หอมแดงทุบ

- พริกคั่วบด
​​ ​​
ส่วนผสม ซอสผัดไทย

- ​น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ

- ​น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ

- น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

- ​เต้าเจี้ยว(สูตรเด็ด)1ช้อนโต๊ะ

ป.ล. ชิมๆเอาตามความชอบของแต่ละคนนะคะ

วิธีทำซอสผัดไทย

​​ผสมน้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก น้ำปลา และเต้าเจี้ยวเข้าด้วยกัน นำขึ้นตั้งไฟพอร้อนและน้ำตาลปี๊บละลายเตรียมไว้ (ถ้าต้องการเก็บไว้หลายวันให้รอจนเดือดแล้วเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด)

วิธีทำผัดไทย

1. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ พอน้ำมันร้อนใส่หอมแดงลงไปผัดจนหอม แล้วใส่พริกป่นตามชอบ

2. ใส่น้ำซอสผัดไทยที่เตรียมไว้ สัก 4ช้อนโต๊ะ

3. ใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวที่แช่น้ำแล้วลงไปผัดให้เข้ากันเบา ๆ แล้วใช้ตะหลิวเขี่ยเส้นไปไว้ข้างกระทะ

4. ตอกไข่เป็ดลงไป ยีให้พอแตก รอจนไข่เริ่มสุกแล้วนำส่วนผสมเส้นมาผัดให้เข้ากัน เสิร์ฟพร้อมผัดสด ถั่วลิสงคั่วบด พริกป่น และมะนาว

ยังไงเพื่อนๆก็ลองทำทานกันดูนะค่ะ รับรองว่าอร่อยกว่าการไปซื้อทานแน่ๆ เพราะเราสามารถเลือกซื้อวัตถุดีๆ สดๆ มีคุณภาพมาใช้ ก็จะทำให้ผัดไทยนั้นมีรสชาติที่อร่อยถูกปากอย่างแน่นอน ส่วนรอบหน้าเราจะหาเมนูอะไรมานำเสนอ ก็สามารถติดตามกันได้นะค่ะรับรองว่าเด็ดแน่นอน

โรยเกลือรอบบ้าน ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของมดได้


เคล็ดโรยเกลือรอบบ้าน แล้วความมหัศจรรย์จะบังเกิด

เกลือ ไม่มีผลกระทบที่เป็นพิษร้ายเมื่อเราเลือกใช้ มันถูกนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อทำความสะอาดเป็นเวลานานหลายปี ผู้คนนำมันมาฆ่าเชื้อและทำความสะอาดจุดต่างๆรอบบ้าน เกลือมีราคาถูกและผมมองไม่เห็นว่าทำไมเราถึงไม่ควรใช้มันในหลากหลายจุดประสงค์ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอื่นๆเต็มไปด้วยสารเคมีที่เป็นอันตราย

เกลือสามารถป้องกันการแพร่กระจายของมด – โดยทั่วไปแล้วมดมักจะอยู่ตามประตู หน้าต่าง และตู้เก็บของ คุณต้องการกำจัดมันด้วยวิธีธรรมชาติหรือไม่? เกลือคือทางออกของปัญหานี้

เพียงโรยเกลือจำนวนหนึ่งในบริเวณที่มดเข้าไปอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน หรือในครัวก็ตาม ขณะเดียวกันการใช้เกลือจะช่วยคุณลดระดับความอับและความชื้นในครัวเรือนของคุณด้วย

เกลือคือสารขัดธรรมชาติสำหรับเงิน ทองแดงและทองเหลือง – สิ่งของทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในครัวเรือนจะต้องมีการทำความสะอาดบ้างเป็นครั้งคราว แน่นอนว่าของตกแต่งที่ทำมาจากทองเหลือง ทองแดง หรือเงิน ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย

หากไม่บำรุงรักษามันให้ดี สีของเครื่องใช้เหล่านั้นก็จะหลุดลอกออก คุณควรเลือกใช้เกลือเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ ทั้งมีประสิทธิภาพและง่ายดาย ส่วนผสมของมันก็คือเกลือและน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ เมื่อได้ส่วนผสมแล้วก็นำมันมาขัดบนพื้นผิวของเครื่องใช้เพื่อชำระสิ่งสกปรกออกไป

สารทำความสะอาดธรรมชาติสำหรับบ้านและกระจกรถยนต์ – นำเกลือสองช้อนโต๊ะและน้ำอุ่นหนึ่งแกลลอนมาผสมกัน นำมาใช้ทำความและขจัดคราบสกปรกบนกระจก หลังจากที่คุณทำความสะอาดกระจกด้วยสิ่งนี้แล้ว มันจะทำให้กระจกดูเป็นธรรมชาติและสามารถคงอยู่ได้นานไปช่วงเวลาหนึ่ง คุณยังสามารถใช้ส่วนผสมเดียวกันนี้มาทำความสะอาดกระจกรถยนต์ของคุณได้ด้วย

อ่างล้างของคุณจะกลับมาเงาวับได้อีกครั้ง – ส่วนผสมง่ายๆก็คือเกลือและน้ำร้อน โดยคุณสามารถนำมันมาใช้ในครัวและอ่างอาบน้ำได้โดยตรง มันช่วยลดการอุดตันและกลิ่นไม่พึงประสงค์

ทำให้ผิวของคุณเด็กลงกว่าเดิม – หากคุณต้องการฟื้นฟูสภาพผิว คุณสามารถนำเกลือมาใช้ขัดผิวได้ โดยผสมเกลือกับลาเวนเดอร์ หรือน้ำมันมะกอก หลังจากนำสูตรนี้มาขัดผิวกายคุณแล้ว ควรรอสักสองสามนาที ก่อนที่จะใช้นำอุ่นชำระล้างสิ่งสกปรกออกไป ผิวของคุณจะกลับมาเปล่งปลั่งและคืนความเยาว์อีกครั้ง

ฟื้นคืนสีให้กับผ้าม่านและพรมของคุณ – หากคุณต้องการให้พรมและผ้าม่านของคุณดูเหมือนเพิ่งซื้อมาใหม่ เกลือคือส่วนผสมหลักที่ช่วยคุณได้มาก หลังจากซักเพียงหนึ่งครั้ง คุณจะเห็นผลลัพธ์อันน่ามหัศจรรย์ตามมา นำเสื้อผ้าใส่ลงในน้ำเกลือเข้มข้น ส่วนผสมนี้จะช่วยให้คุณกำจัดได้แม้แต่รอยด่าง ซึ่งผงซักฟอกก็ไม่สามารถทำได้

ดูแลรักษาฟัน – มีปัญหาปวดฟันหรือแผลในปากใช่หรือไม่? เกลือในน้ำอุ่นช่วยได้ แค่ใส่เกลือลงในน้ำและรอจนเกลือละลายไปเอง ล้างปากของคุณด้วยสิ่งนี้และผลที่ออกมาจะทำให้คุณตะลึง

เกลือสำหรับฟันขาวและสุขภาพของช่องปาก – เพื่อผลลัพธ์ที่จะทำให้ฝันของคุณขาวน่ามอง แค่นำเกลือกับเบคกิ้งโซดามาผสมในปริมาณเท่าๆกัน สูตรนี้สามารถนำมาใช้ได้ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม และฟันของคุณก็จะกลับมาขาวใสเป็นธรรมชาติอีกครั้ง เพิ่มผลลัพธ์ที่ดีในการซักผ้าของคุณ – เพื่อปกป้องเสื้อผ้าของคุณไม่ให้หดตัว แค่ใส่เกลือลงในน้ำที่คุณใช้ซักล้าง และหากคุณตากผ้าในวันที่แดดเปรี้ยง มันก็จะเห็นผลอย่างดีเยี่ยม

ที่มา...news.thaiza.com

วันละ 10 นาที ทำแบบนี้ก่อนนอนช่วยลดหน้าท้อง และทำให้หลับสบาย


ง่ายๆอย่างนี้เหมาะกับทุกวัย แค่วันละ 10 นาที ทำแบบนี้ก่อนนอนช่วยลดหน้าท้อง และทำให้หลับสบาย

พูดกันตามตรงถึงเรื่องออกกำลังกายแล้ว ในผู้หญิง 10 คน มีผู้หญิง 9 คนไม่ชอบการออกกำลังแน่ๆ แต่เพื่อรักษารูปร่าง ก็จำเป็นต้องทำอะไรบางอย่าง

เพียงแค่วันละ "10 นาที"ไม่เพียงแต่ทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานดี ยังช่วยยืดกล้ามเนื้อ และยังช่วยนวดอวัยวะภายในด้วย ฝึกฝนดีๆจะช่วยแก้ปัญหาการเป็นโรคเรื้อรังด้วย




1. ท่าผีเสื้อครึ่งตัว

ประโยชน์ : ท่าผีเสื้อครึ่งตัวเป็นท่าที่ดีมาก ช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังตอนล่าง ยืดกระดูกสันหลังและหลังทั้งหมด ช่วยให้ข้อต่อหัวเข่าแข็งแรง ช่วยกระตุ้นตับ ม้าม ไตและกระเพาะปัสสาวะ ช่วยในการย่อยอาหารและระบบทางเดินปัสสาวะ


2. ท่าแมวยืด

ประโยชน์ : ช่วยยืดหลังส่วนบนและส่วนกลาง เปิดข้อต่อไหล่ หล่อเลี้ยงหัวใจ บำรุงกระดูกสันหลัง กระตุ้นกระเพาะปัสสาวะ เส้นประสาทที่เชื่อมต่อแขน และเยื่อหุ้มหัวใจ กระตุ้นกล้ามเนื้อกระดูกสะบักช่วยบรรเทาอาการปวดไหล่



3. ท่าผีเสื้อ

ประโยชน์ : ช่วยยืดกระดูกสันหลังและหลังส่วนล่าง ช่วยยืดต้นขาด้านใน กระตุ้นต่อมหมวกไตและรังไข่อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นตับ ม้าม และไต และกระเพาะปัสสาวะส่วนล่างผ่านด้านในของขา  มีประโยชน์มากสำหรับระบบทางเดินปัสสาวะ ปรับระยะสรีรวิทยาของผู้หญิงที่ไม่ปกติ ส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตไปที่สะโพกและกระดูกเชิงกราน ที่สำคัญคือช่วยบริเวณหว่างขาและหลังส่วนล่างของผู้หญิง



4. ท่าสฟิงซ์และสิงโตทะเล

ประโยชน์ : ช่วยบีบและกระตุ้นกล้ามเนื้อเอว ปรับกระดูกสันหลัง กระตุ้นหลังส่วนล่างและ กระเพาะปัสสาวะ  ไตในกระดูกเชิงกราน ผ่านเส้นที่เชื่อมกับปอด ม้ามด้านหน้าขา บีบและกระตุ้นไตและต่อมหมวกไต ท่านี้สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง เมื่อเอียงหัวมาทางด้านหลังยังสามารถกระตุ้นต่อมไทรอยด์และพาราไทรอยด์



5. ท่าแมลงปอ

ประโยชน์ : ช่วยเปิดสะโพก และเอ็นหลังต้นขา ในเวลาเดียวกันยังช่วยเปิดเอ็นข้อเข่า กระตุ้นรังไข่ รวมไปถึงเส้นกระเพาะปัสสาวะ ปอด ไ ต ถุงน้ำดีที่เชื่อมด้านหลังต้นขา หลังส่วนล่าง



6. ท่าเชือกผูกรองเท้า

ประโยชน์ : ผ่อนคลายสะโพก ลดความดันในหลัง บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง บีบต้นขาด้านใน ยืดต้นขาด้านนอก กระตุ้นตับ ไต ถุงน้ำดี



7. ท่ากวาง

ประโยชน์ : เปิดสะโพกและหว่างขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปรับปรุงระบบทางเดินอาหาร ป้องกันและรักษาอาการท้องอืด ช่วยสตรีวัยหมดประจำเดือนได้ดี หญิงตั้งครรภ์ก่อน 6 เดือนสามารถทำท่านี้เพื่อ ขจัดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เหมาะสำหรับคนเป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคหอบหืด ช่วยกระตุ้นถุงน้ำดี ตับ กระเพาะอาหาร ไต ม้าม ปอดด้วย

ท่าพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายผู้หญิงเด็กหรือคนสูงอายุล้วนทำได้ แต่ตอนเริ่มทำต้องรู้จักความสามารถของร่างกายตัวเอง อยากไปทำเกิดลิมิตร่างกาย แล้วค่อยๆเพื่อความแน่นของท่าขึ้นเรื่อยๆเมื่อทำนานขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก LIEKR

แม่นเหลือเชื่อ เลขท้ายบัตร บอกได้ว่าคุณ จะร่ำรวยหรือลำบาก

 การทำนายดวงชะตาว่าจะรวยหรือจนนั้นแม้จะหาความแน่นอนไม่ได้นักเพราะส่วนหนึ่งมันก็เป็นไปตามการตัดสินใจของเราด้วย แต่ว่าตัวเลขที่อยู่ติดตัวเราต...